สัปดาห์ที่ 4
4. การเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
ปัจจุบันสังคมไทยมีกระแสการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ
เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมากจนส่งผลให้
เกิดวิกฤตการณ์หลายรูปแบบขึ้นในสังคมทั้งทางด้านเศรษฐกิจสังคม การเมือง วัฒนธรรม
และสิ่งแวดล้อม นอกจากนั้นยังส่งผลให้เกิดกระแสเรียกร้องการปฏิรูปการศึกษาขึ้นเพื่อให้การศึกษา
เป็นเครื่องมือในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม
และการเมืองของประเทศอย่างแท้จริง
เป้าหมายของการจัดการศึกษาจะต้องมุ่งสร้างสรรค์สังคมให้มีลักษณะที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนา
ประเทศชาติโดยรวม มุ่งสร้างคนหรือผู้เรียนซึ่งเป็นผลผลิตโดยตรงให้มีคุณลักษณะที่มีศักยภาพ
และความสามารถที่จะพัฒนาตนเองและสังคมไปสู่ความสำเร็จได้
การจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
คือ วิธีการสำคัญที่สามารถสร้าง และ พัฒนาผู้เรียนให้เกิดคุณลักษณะต่างๆ
ที่ต้องการในยุคโลกาภิวัตน์ เนื่องจากเป็นการจัดการเรียนการ สอนที่ให้ความสำคัญกับผู้เรียน
ส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้จักเรียนรู้ด้วยตนเอง เรียนในเรื่องที่สอดคล้องกับ
ความสามารถและความต้องการของตนเอง และได้พัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่
ซึ่งแนวคิด การจัดการศึกษานี้ เป็นแนวคิดที่มีรากฐานจากปรัชญาการศึกษา
และทฤษฎีการเรียนรู้ต่างๆ ที่ได้ พัฒนามาอย่างต่อเนื่องยาวนาน
และเป็นแนวทางที่ได้รับการพิสูจน์ว่าสามารถพัฒนาผู้เรียนให้มี
คุณลักษณะตามต้องการอย่างได้ผล
1. ความหมายการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
การเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
คือแนวการจัดการเรียนการสอนที่เน้นให้ผู้เรียน
สร้างความรู้ใหม่และสิ่งประดิษฐ์ใหม่โดยการใช้กระบวนการทางปัญญา (กระบวนการคิด)
กระบวนการทางสังคม (กระบวนการกลุ่ม) และให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์และมีส่วนร่วมในการเรียน
สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้ โดยผู้สอนมีบทบาทเป็นผู้อำนวยความสะดวกจัดประสบการณ์
การเรียนรู้ให้ผู้เรียน การจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญต้องจัดให้สอดคล้องกับความ
สนใจ ความสามารถและความถนัดเน้นการบูรณาการความรู้ในศาสตร์สาขาต่างๆ ใช้หลากหลาย
วิธีการสอนหลากหลายแหล่งความรู้สามารถพัฒนาปัญญาอย่างหลากหลายคือ พหุปัญญา
รวมทั้งเน้น การวัดผลอย่างหลากหลายวิธี (พิมพันธ์ เดชะคุปต์,
2550)
2.
หลักการพื้นฐานของแนวคิดที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญเกิดขึ้นจากพื้นฐานความเชื่อที่ว่า
การจัดการศึกษามี เป้าหมายสำคัญที่สุด คือ การจัดการให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้
เพื่อให้ผู้เรียนแต่ละคนได้พัฒนาตนเอง สูงสุด ตามกำลังหรือศักยภาพของแต่ละคน
แต่เนื่องจากผู้เรียนแต่ละคนมีความแตกต่างกันทั้งด้าน ความต้องการ ความสนใจ
ความถนัดและยังมีทักษะพื้นฐานอันเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะใช้ ในการเรียนรู้
อันได้แก่ความสามารถในการฟัง พูด อ่าน เขียน ความสามารถทางสมอง ระดับ สติปัญญา
และการแสดงผลของการเรียนรู้ออกมาในลักษณะที่ต่างกัน จึงควรมีการจัดการที่เหมาะสม
ในลักษณะที่แตกต่างกัน ตามเหตุปัจจัยของผู้เรียนแต่ละคน และผู้ที่มีบทบาทสำคัญในกลไกของการ
จัดการนี้คือ ผู้สอน แต่จากข้อมูลอันเป็นปัญหาวิกฤตทางการศึกษาและวิกฤตของ
ผู้เรียนที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่า ผู้สอนยังแสดงบทบาทและทำหน้าที่ของตนเองไม่เหมาะสม
จึงต้องทบทวนทำความ เข้าใจ ซึ่งนำไปสู่การปฏิบัติเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตทางการศึกษาและวิกฤตของผู้เรียนต่อไป
การทบทวนบทบาทของผู้สอน
ควรเริ่มจากการทบทวนและปรับแต่งความคิด ความเข้าใจ เกี่ยวกับความหมายของการเรียน
โดยต้องถือว่าแก่นแท้ของการเรียนคือการเรียนรู้ของผู้เรียน
ต้องเปลี่ยนจากการยึดวิชาเป็นตัวตั้งมาเป็นยึดมนุษย์หรือผู้เรียนเป็นตัวตั้ง
หรือที่เรียกว่า ผู้เรียนเป็นสำคัญ ผู้สอนต้องคำนึงถึงหลักความแตกต่างระหว่างบุคคลเป็นสำคัญ
ถ้าจะเปรียบการทำงาน อาจารย์ผู้สอน) กับแพทย์คงไม่ต่างกันมากนัก
แพทย์มีหน้าที่บ้าบัดรักษาอาการป่วยไข้ของผู้ป่วยด้วย การวิเคราะห์
วินิจฉัยอาการของผู้ป่วยแต่ละคนที่มีความแตกต่างกัน แล้วจัดการบำบัดด้วยการ
หรือการปฏิบัติอื่นๆ ที่แตกต่างกันวิธีการรักษาแบบหนึ่งแบบใดคงจะใช้บำบัดรักษาผู้ป่วยทอด
เหมือนๆ กันไม่ได้ นอกจากจะมีอาการป่วยแบบเดียวกัน ในทำนองเดียวกันผู้สอน ก็จำเป็นต้องทำความเข้าใจและศึกษาให้รู้ข้อมูล
อันเป็นความแตกต่างของผู้เรียนแต่ละคน และหาวิธีสอนที่เหมาะ
เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างเต็มที่
เพื่อพัฒนาผู้เรียนแต่ละคนนั้นให้บรรลุถึงศักยภาพสูงสุดที่
และจากข้อมูลที่เป็นวิกฤตทางการศึกษาและวิกฤตของผู้เรียนอีกประการหนึ่ง คือ
การจัดการศึกษา ไม่ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้นำสิ่งที่ได้เรียนรู้มาปฏิบัติในชีวิตจริง
ทำให้ไม่เกิดการเรียนรู้ที่ยั่งยืน ผู้สอนจึง
ต้องหันมาทบทวนบทบาทและหน้าที่ที่จะต้องแก้ไข โดยต้องตระหนักว่า
คุณค่าของการเรียนรู้ การ ได้นำสิ่งที่เรียนรู้มานั้นไปปฏิบัติให้เกิดผลด้วย
ดังนั้นหลักการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็น สำคัญ จึงมีสาระที่สำคัญ 2 ประการคือ การจัดการโดยคำนึงถึงความแตกต่างของผู้เรียนและ
การส่งเสริมให้ผู้เรียนได้นำเอาสิ่งที่เรียนรู้ไปปฏิบัติในการดำเนินชีวิต
เพื่อพัฒนาตนเองไปสู่ศักยภาพ สูงสุดที่แต่ละคนจะมีและเป็นได้
การจัดการเรียนการสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
หรือที่รู้จักในชื่อเดิมว่าการจัดการเรียน การสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Student
Centered หรือ Child Centered) เป็นรูปแบบการจัด
การเรียนการสอนที่รู้จักกันมานานในวงการศึกษาไทยแต่ไม่ประสบความสำเร็จในการปฏิบัติ
รวมกับ ความเคยชินที่ได้รับการอบรมสั่งสอนมาด้วยรูปแบบการจัดการเรียนการสอนโดยยึดครูเป็นศูนย์กลาง
(Teacher Centered) มาตลอด
เมื่อผู้สอนเคยชินกับการจัดการเรียนการสอนแบบเดิมๆ ที่เคยรู้จัก จึงทำให้ไม่ประสบความสำเร็จในการจัดการเรียนการสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นสำคัญเท่าที่ควร
แต่ในยุคของ การปฏิรูปการศึกษานี้ได้มีการกำหนดเป็นกฎหมายแล้วว่า
ผู้สอนทุกคนจะต้องใช้รูปแบบการจัดการ เรียนการสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นสำคัญได้
จึงเป็นความจำเป็นที่ผู้สอนทุกคนจะต้องให้ความสนใจกับ รายละเอียดในส่วนนี้
โดยการศึกษาทำความเข้าใจ และหาแนวทางมาใช้ในการปฏิบัติงานของตนให้ ประสบผลสำเร็จ
ดังนั้น
การจัดการเรียนการสอนจึงเป็นการจัดการบรรยากาศ จัดกิจกรรม จัดสื่อจัด สถานการณ์
ฯลฯ ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้เต็มตามศักยภาพผู้สอนจึงมีความจำเป็นที่จะต้องรู้จัก
ผู้เรียนให้ครอบคลุมอย่างรอบด้าน และสามารถวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อนำไปเป็นพื้นฐานการออกแบบ
หรือวางแผนการเรียนรู้ได้สอดคล้องกับผู้เรียน สำหรับในการจัดกิจกรรมหรือออกแบบการเรียนรู้อาจทำได้หลายวิธีการและหลายเทคนิค
แต่มีข้อควรคำนึงว่า ในการจัดการเรียนรู้แต่ละครั้ง แต่เรื่อง ได้เปิดโอกาสให้กับผู้เรียนในเรื่องต่อไปนี้หรือไม่
1. เปิดโอกาสให้ผู้เรียนเป็นผู้เลือกหรือตัดสินใจในเนื้อหาสาระที่สนใจเป็นประโยชน์ต่อตัวผู้เรียนหรือไม่
2. เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้
โดยได้คิดได้รวบรวมความรู้และ ลงมือปฏิบัติจริงด้วยตนเองหรือไม่ ซึ่งทิศนาแขมมณี (2547)
ได้นำเสนอแนวคิดในการเปิดโอกาสให้ ผู้เรียนมีส่วนร่วมและสามารถนำไปใช้เป็นแนวปฏิบัติได้
ดังนี้
2.1
กิจกรรมการเรียนรู้ที่ดีที่ควรช่วยให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมทางด้านร่างกาย (Physical
Participation) คือ
เป็นกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เรียนได้มีโอกาสเคลื่อนไหวร่างกาย เพื่อช่วยให้ประสาทการเรียนรู้ของผู้เรียนตื่นตัว
พร้อมที่จะรับข้อมูลและการเรียนรู้ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นการรับรู้เป็นปัจจัยสำคัญ
ในการเรียนรู้ ถ้าผู้เรียนอยู่ในสภาพที่ไม่พร้อม แม้จะมีการให้ความรู้ที่ดีๆ
ผู้เรียนก็ไม่สามารถรับได้ ดังจะเห็นได้ว่า ถ้าปล่อยให้ผู้เรียนนั่งนานๆ
ในไม่ช้าผู้เรียนก็จะหลับหรือคิดเรื่องอื่นๆ แต่ถ้าให้มีการ
เคลื่อนไหวทางกายบ้างก็จะทำให้ประสาทการเรียนรู้ของผู้เรียนตื่นตัวและพร้อมที่จะรับและเรียนรู้
สิ่งต่างๆ ได้ดี ดังนั้น กิจกรรมที่จัดให้ผู้เรียน
จึงควรเป็นกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เรียนได้เคลื่อนไหวใน ลักษณะใดลักษณะหนึ่งเป็นระยะๆ
ตามความเหมาะสมกับวัยและระดับความสนใจของผู้เรียน
2.2
กิจกรรมการเรียนรู้ที่ดีควรช่วยให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมทางสติปัญญา (Intellectual
Participation) คือ
เป็นกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเคลื่อนไหวทางสติปัญญาต้องเป็นกิจกรรม
ที่ท้าทายความคิดของผู้เรียน
สามารถกระตุ้นสมองของผู้เรียนให้เกิดการเคลื่อนไหวต้องเป็นเรื่องที่
ไม่ยากหรือง่ายเกินไปทำให้ผู้เรียนเกิดความสนุกที่จะคิด
2.3 กิจกรรมการเรียนรู้ที่ดี
ควรช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมทางสังคม (Social Participation) คือ เป็นกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกับบุคคลหรือสิ่งแวดล้อมรอบตัว
เนื่องจาก มนุษย์จำเป็นต้องอยู่รวมกันเป็นหมู่คณะมนุษย์ต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวเข้ากับผู้อื่นและสภาพแวดล้อม
ต่างๆ การเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ทางด้านสังคม
2.4
กิจกรรมการเรียนรู้ที่ดีควรช่วยให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมทางอารมณ์ (Emotional
Participation) คือ
เป็นกิจกรรมที่ส่งผลต่ออารมณ์ความรู้สึกของผู้เรียน ซึ่งจะช่วยให้การเรียนรู้นั้น
เกิดความหมายต่อตนเองโดยกิจกรรมดังกล่าวควรเกี่ยวข้องกับผู้เรียนโดยตรง
โดยปกติการมีส่วนร่วม ทางอารมณ์นี้มักเกิดขึ้นพร้อมกับการกระทำอื่นๆ อยู่แล้ว เช่น
กิจกรรมทางกาย สติปัญญาและสังคม
ทุกครั้งที่ผู้สอนให้ผู้เรียนเคลื่อนที่เปลี่ยนอิริยาบถ เปลี่ยนกิจกรรม
ผู้เรียนจะเกิดอารมณ์ความรู้สึกอาจ เป็นความพอใจ ไม่พอใจ หรือเฉยๆ
การออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญสามารถใช้ได้กับการจัดการ
เรียนการสอนทุกวิชาเพียงแต่ธรรมชาติของเนื้อหาวิชาที่ต่างกันจะมีลักษณะที่เอื้ออำนวยให้ผู้สอน
ออกแบบกิจกรรมที่ส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
ในจุดเด่นที่ต่างกัน คือ
1. รายวิชาที่มีเนื้อหามุ่งให้ผู้เรียนเรียนรู้กฎเกณฑ์และการนำเอากฎเกณฑ์ไปประยุกต์
แก้ปัญหาในสถานการณ์ต่างๆ เช่น วิชาคณิตศาสตร์ หรือการใช้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ
ผู้สอน ใช้กิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้สร้างองค์ความรู้ด้วยตัวเองโดยใช้วิธีสอนแบบอุปนัย
และ โอกาสให้ผู้เรียนได้นำกฎเกณฑ์ที่ทำความเข้าใจได้ไปใช้แก้ปัญหาในสถานการณ์ต่างๆ
โดยใช้ระ สอนแบบนิรนัย
การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นก็จะเป็นการเรียนรู้ที่ยั่งยืนเพราะผู้เรียนได้สร้างความรู้ด้วยตัว
2. รายวิชาที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ค้นพบความรู้จากการค้นคว้าทดลองและ
อภิปรายโดยใช้หลักเหตุผล เช่น
วิชาวิทยาศาสตร์ผู้เรียนมีโอกาสที่จะได้สร้างความรู้เอง เพียงแต่ผู้สอนต้องรู้จักการใช้คำถามที่ยั่วยุและเชื่อมโยงความคิด
ประกอบกับการได้มีโอกาส ทดลองเป็นการปฏิบัติร่วมกัน ผู้เรียนจะได้มีปฏิสัมพันธ์กัน
มีการเคลื่อนไหวร่างกายเพื่อสร้างคา ผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่ทำกันมาอยู่แล้ว
3. รายวิชาที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้รับข้อมูลที่หลากหลายเกี่ยวกับการดำเนินชีวิต
คนในสังคม ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลข้อมูลที่มีลักษณะยั่วยุให้ออกความคิดเห็นได้เช่น
วิชาสังคม ศึกษาและวรรณคดีเป็นลักษณะพิเศษที่ผู้สอนจะนำมาใช้เป็นเครื่องมือให้เกิดกิจกรรมการใช้ความคิด
อภิปราย นำไปสู่ข้อสรุป
เป็นผลของการเรียนรู้และการสร้างนิสัยยอมรับฟังความคิดเห็นกัน
เป็นวิถีทางที่ดีในการปลูกฝังประชาธิปไตยให้กับผู้เรียน
4.
รายวิชาที่ต้องอาศัยการเคลื่อนไหวร่างกายเป็นหลัก เช่น
วิชาพลศึกษาและการงาน อาชีพ ผู้สอนควรใช้โอกาสดังกล่าว ให้ผู้เรียนได้สร้างความรู้ผ่านกระบวนการทำงาน
5.
รายวิชาที่ส่งเสริมความคิดจินตนาการ และการสร้างสุนทรียภาพ เช่น วิชาศิลปะและ
ดนตรี นอกจากจะมีโอกาสเคลื่อนไหวร่างกายแล้ว ผู้เรียนยังมีโอกาสได้สร้างความรู้และความรู้สึกที่ดี
ผ่านกระบวนทำงานที่ผู้สอนออกแบบไว้ให้
ผู้สอนที่ประสบความสำเร็จในการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญมักเป็น
ผู้สอนที่มีความตั้งใจและสนุกในการทำงานสอน
เป็นคนช่างสังเกตและเอาใจใส่ผู้เรียนและมักจะ ได้ผลการตอบสนองที่ดีจากผู้เรียน
แม้จะยังไม่มากในจุดเริ่มต้น แต่เมื่อปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอก็จะ
สังเกตได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของผู้เรียนในทางที่ดีขึ้น
สรุปได้ว่าการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญนี้
เป็นการจัดกระบวนการเรียนรู้ แบบใหม่
ที่มีลักษณะแตกต่างจากการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบดั้งเดิมทั่วไปคือ
1. ผู้เรียนมีบทบาทรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของตน
ผู้เรียนเป็นผู้เรียนรู้บทบาทของ ผู้สอนคือผู้สนับสนุน (Supporter) และเป็นแหล่งความรู้ Resource Person) ของผู้เรียน
ผู้เรียน รับผิดชอบตั้งแต่เลือก
และวางแผนสิ่งที่ตนจะเรียนหรือเข้าไปมีส่วนร่วมในการเลือกและจะเริ่มต้น
การเรียนรู้ด้วยตนเองด้วยการศึกษาค้นคว้ารับผิดชอบการเรียนตลอดจนประเมินผลการเรียนรู้ด้วยตนเอง
2. เนื้อหาวิชามีความสำคัญและมีความหมายต่อการเรียนรู้ในการออกแบบกิจกรรม
การเรียนรู้ ปัจจัยสำคัญที่จะต้องนำมาพิจารณาประกอบด้วย ได้แก่
เนื้อหาวิชาประสบการณ์เดิมและ ความต้องการของผู้เรียน การเรียนรู้ที่สำคัญและมีความหมายจึงขึ้นอยู่กับสิ่งที่สอน
(เนื้อหา) และวิธีที่ ใช้สอน (เทคนิคการสอน)
3. การเรียนรู้จะประสบผลสำเร็จหากผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอน
ผู้เรียนจะได้รับความสนุกสนานจากการเรียน หากได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการเรียนรู้
ได้ทำงาน ร่วมกันกับเพื่อนๆ ได้ค้นพบข้อคำถามและคำตอบใหม่ๆ สิ่งใหม่ๆ
ประเด็นที่ท้าทายและ ความสามารถในเรื่องใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นรวมทั้งการบรรลุผลสำเร็จของงานที่พวกเขาริเริ่มด้วยตนเอง
4.
สัมพันธภาพระหว่างผู้เรียน
การมีสัมพันธภาพในกลุ่มจะช่วยส่งเสริมความเจริญ งอกงามการพัฒนาความเป็นผู้ใหญ่การปรับปรุงการทำงานและการจัดการกับชีวิตของแต่ละบุคคล
สัมพันธภาพระหว่างสมาชิกในกลุ่มจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและ
กันของผู้เรียน
5.
ผู้สอนคือผู้อำนวยความสะดวกและเป็นแหล่งความรู้ในการจัดการเรียนการสอน
แบบเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ผู้สอนจะต้องมีความสามารถที่จะค้นพบความต้องการที่แท้จริงของผู้เรียน
เป็นแหล่งความรู้ที่ทรงคุณค่าของผู้เรียน และสามารถค้นคว้าหาซื้อวัสดุอุปกรณ์ที่เหมาะสมกับผู้เรียน
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความเต็มใจของผู้สอนที่จะช่วยเหลือโดยไม่มีเงื่อนไข
ผู้สอนจะให้ทุกอย่าง แก่ผู้เรียน ไม่ว่าจะเป็นความเชี่ยวชาญ ความรู้ เจตคติ
และการฝึกฝนโดย ผู้เรียนมีอิสระที่จะรับหรือไม่ รับการให้นั้นก็ได้
6.
ผู้เรียนมีโอกาสเห็นตนเองในแง่มุมที่แตกต่างจากเดิม การจัดการเรียนการสอนที่
เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ มุ่งให้ผู้เรียนมองเห็นตนเองในแง่มุมที่แตกต่างออกไป
ผู้เรียนจะมีความมั่นใจ ในตนเอง
และควบคุมตนเองได้มากขึ้นสามารถเป็นในสิ่งที่อยากเป็นมีวุฒิภาวะสูงมากขึ้น
ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตนให้สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อม และมีส่วนร่วมกับเหตุการณ์ต่างๆ
มากขึ้น
7.การศึกษา คือการพัฒนาประสบการณ์การเรียนรู้ของผู้เรียนหลายๆ ด้านพร้อมกัน
ไปการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เป็นจุดเริ่มของการพัฒนาผู้เรียนหลายๆ
ด้านเช่นคุณลักษณะด้าน ความรู้ ความคิด ด้านการปฏิบัติ และด้านอารมณ์
ความรู้สึกจะได้รับการพัฒนาไปพร้อมๆ กัน
3. องค์ประกอบและตัวบ่งชี้การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
การจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
พุทธศักราช 2542 และฉบับ
แก้ไขเพิ่มเติมพุทธศักราช 2545
มุ่งให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ โดยมีเป้าหมายให้ผู้เรียนเป็นคนเก่ง ดี และ
มีความสุขซึ่งจำเป็นต้องอาศัยปัจจัยหลายประการ ได้แก่
ด้านการบริหารจัดการด้านการจัดการเรียนรู้ และด้านการเรียนรู้ของผู้เรียน
มีรายละเอียดดังต่อไปนี้
3.1 การบริหารจัดการ
การบริหารจัดการนับว่าเป็นองค์ประกอบที่สนับสนุนส่งเสริมการจัดการเรียน สำคัญโดยเฉพาะการบริหารจัดการของมหาวิทยาลัยที่เน้นการพัฒนาทั้งระบบการพัฒนาทั้งระบบของ
มหาวิทยาลัย หมายถึงการดำเนินงานในทุกองค์ประกอบของมหาวิทยาลัยให้ไปสู่เป้าหมายเดียวกันตน
คุณภาพของผู้เรียนตามวิสัยทัศน์ที่มหาวิทยาลัยกำหนด
ดังนั้นตัวบ่งชี้ที่แสดงถึงการพัฒนาทั้งระบบ ของมหาวิทยาลัยประกอบด้วย
1. การกำหนดเป้าหมายการพัฒนาที่มีจุดเน้นการคุณภาพบัณฑิตอย่างชัดเจน
2. การกำหนดแผนยุทธศาสตร์สอดคล้องกับเป้าหมาย
3. การกำหนดแผนการดำเนินงานในทุกองค์ประกอบของมหาวิทยาลัยสอดคล้องกัน
เป้าหมายและเป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์
4. การจัดให้มีระบบประกันคุณภาพภายใน
5. การจัดทำรายงานประจำปีเพื่อรายงานผู้เกี่ยวข้องและสอดคล้องกับแนวทางการ
ประกันคุณภาพจากภายนอก
3.2 การจัดการเรียนรู้
องค์ประกอบหลักที่แสดงถึงการเรียนรู้อย่างเป็นรูปธรรมประกอบด้วยความเข้าใจ
เกี่ยวกับความหมายที่แท้จริงของการเรียนรู้ บทบาทของผู้สอนและบทบาทของผู้เรียนการจัดการเรียน
การสอนโดยให้ผู้เรียนเป็นสำคัญจะทำได้สำเร็จเมื่อผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอนได้แก่
ผู้สอนและผู้เรียน มีความเข้าใจตรงกันเกี่ยวกับ
ความหมายของการเรียนรู้ทั้งสาระที่ทิศนา แขมมณี (2547) ได้กล่าวไว้ดังนี้
1.
การเรียนรู้เป็นงานเฉพาะบุคคลทำแทนกันไม่ได้
ผู้สอนที่ต้องการให้ผู้เรียนเกิด
การเรียนรู้ต้องเปิดโอกาสให้เขาได้มีประสบการณ์การเรียนรู้ด้วยตัวของเขาเอง
2. การเรียนรู้เป็นกระบวนการทางสติปัญญาที่ต้องมีการใช้กระบวนการคิด สร้าง
ความเข้าใจ ความหมายของสิ่งต่างๆ ดังนั้นผู้สอนจึงควรกระตุ้นให้ผู้เรียนใช้กระบวนการคิดทำความเข้าใจสิ่งต่างๆ
3. การเรียนรู้เป็นกระบวนการทางสังคม เพราะในเรื่องเดียวกันอาจคิดได้หลายแง่
หลายมุมทำให้เกิดการขยาย เติมเต็มข้อความรู้
ตรวจสอบความถูกต้องของการเรียนรู้ตามที่สังคม ยอมรับด้วย ดังนั้นผู้สอนที่ปรารถนาให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้จะต้องเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์
ทางสังคมกับบุคคลอื่นหรือแหล่งข้อมูลอื่นๆ
4. การเรียนรู้เป็นกิจกรรมที่สนุกสนาน เป็นความรู้สึกเบิกบานเพราะหลุดพ้นจาก
ความไม่รู้ นำไปสู่ความใฝ่รู้ อยากรู้อีกเพราะเป็นเรื่องน่าสนุกผู้สอนจึงควรสร้างภาวะที่กระตุ้นให้เกิดความอยากรู้หรือคับข้องใจบ้างผู้เรียนจะหาคำตอบเพื่อให้หลุดพ้นจากความข้องใจ
และเกิดความสุข ขึ้นจากการได้เรียนรู้เมื่อพบคำตอบด้วยตนเอง
5.
การเรียนรู้เป็นงานต่อเนื่องตลอดชีวิตขยายพรมแดนความรู้ได้ไม่มีที่สิ้นสุด
ผู้สอน จึงควรสร้างกิจกรรมที่กระตุ้นให้เกิดการแสวงหาความรู้ไม่รู้จบ
6.
การเรียนรู้เป็นการเปลี่ยนแปลงเพราะได้รู้มากขึ้นทำให้เกิดการนำความรู้ไปใช้ใน
การเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ เป็นการพัฒนาไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น
ผู้สอนควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียน ได้รับรู้ผลการพัฒนาของตัวเขาเองด้วย
จากความหมายของการเรียนรู้ที่กล่าวมา
ผู้สอนจึงต้องคำนึงถึงประเด็นต่างๆ ในการจัด กิจกรรมการเรียนการสอน ดังนี้
1. ความแตกต่างระหว่างบุคคลของผู้เรียน
2. การเน้นความต้องการของผู้เรียนเป็นหลัก
3. การพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้เรียน
4. การจัดกิจกรรมให้น่าสนใจ ไม่ทำให้ผู้เรียนรู้สึกเบื่อหน่าย
5. ความเมตตากรุณาต่อผู้เรียน
6. การท้าทายให้ผู้เรียนอยากรู้
7. การตระหนักถึงเวลาที่เหมาะสมที่ผู้เรียนจะเกิดการเรียนรู้
8. การสร้างบรรยากาศหรือสถานการณ์ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้โดยการปฏิบัติจริง
9. การสนับสนุนและส่งเสริมการเรียนรู้
10. การมีจุดมุ่งหมายของการสอน
11. ความเข้าใจผู้เรียน
12. ภูมิหลังของผู้เรียน
13. การไม่ยึดวิธีการใดวิธีการหนึ่งเท่านั้น
14. การเรียนการสอนที่ดีเป็นพลวัตร (Dynamic) กล่าวคือมีการเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาทั้งในด้านการจัดกิจกรรม
การสร้างบรรยากาศ รูปแบบเนื้อหาสาระเทคนิค และวิธีการ
15. การสอนในสิ่งที่ไม่ไกลตัวผู้เรียนมากเกินไป
16. การวางแผนการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ
3.3
การเรียนรู้ของผู้เรียน
องค์ประกอบสุดท้ายที่สำคัญและนับว่าเป็นเป้าหมายของการจัดการเรียนรู้ที่เน้น
ผู้เรียนเป็นสำคัญ คือ องค์ประกอบด้านการเรียนรู้ซึ่งมีลักษณะที่แตกต่างจากเดิมที่เน้นเนื้อหาสาระเป็นสำคัญ
และสอดคล้องกับองค์ประกอบด้านการจัดการเรียนรู้
ทั้งนี้เพราะการจัดการเรียนรู้ก็เพื่อเน้นให้มีผลต่อการเรียนรู้ ดังนั้น
ตัวบ่งชี้ที่บอกถึงลักษณะการเรียนรู้ของผู้เรียน ประกอบด้วย
1. การเรียนรู้อย่างมีความสุข อันเนื่องมาจากการจัดการเรียนรู้ที่คำนึงถึงการ
แตกต่างระหว่างบุคคล คำนึงถึงการทำงานของสมองที่ส่งผลต่อการเรียนรู้และพัฒนาการทางอารมณ์
ของผู้เรียน
ผู้เรียนได้เรียนรู้เรื่องที่ต้องการเรียนรู้ในบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติ
บรรยากาศของการ อาทรและเป็นมิตรตลอดจนแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลายนำผลการเรียนรู้ไปใช้ในชีวิตจริงได้
2. การเรียนรู้จากการได้คิดและลงมือปฏิบัติจริง หรือกล่าวอีกลักษณะหนึ่งคือ “เรียน ด้วยสมองและสองมือ” เป็นผลจากการจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนได้คิด
ไม่ว่าจะเกิดจากสถานการณ์มา คำถามก็ตาม และได้ลงมือปฏิบัติจริงซึ่งเป็นการฝึกทักษะที่สำคัญคือ
การแก้ปัญหา ความมีเหตุผล
3. การเรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย และเรียนรู้ร่วมกับบุคคลอื่น
เป้าหมาย สำคัญด้านหนึ่งในการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญคือ
ผู้เรียนแสวงหาความรู้ที่หลากหลายทั้ง ในและนอกมหาวิทยาลัยทั้งที่เป็นเอกสารวัสดุสถานที่
สถานประกอบการบุคคลซึ่งประกอบด้วย เพื่อนกลุ่มเพื่อนหรือผู้เป็นภูมิปัญญาของชุมชน
4. การเรียนรู้แบบองค์รวมหรือบูรณาการเป็นการเรียนรู้ที่ผสมผสานสาระความรู้ด้าน
ต่างๆ ได้สัดส่วนกัน รวมทั้งปลูกฝังคุณธรรม ความดีงามและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ในทุกวิชาที่จัดให้เรียนรู้
5. การเรียนรู้ด้วยกระบวนการเรียนรู้ของตนเองเป็นผลสืบเนื่องมาจากความเข้าใจ
ของผู้สอนที่ยึดหลักการว่าทุกคนเรียนรู้ได้และเป้าหมายที่สำคัญคือพัฒนาผู้เรียนให้มีความสามารถที่จะแสวงหาความรู้ได้ด้วยตนเอง
ผู้สอนจึงควรสังเกตและศึกษาธรรมชาติของการเรียนรู้ของผู้เรียนว่า
ถนัดที่จะเรียนรู้แบบใดมากที่สุด
ในขณะเดียวกันกิจกรรมการเรียนรู้จะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้วาง
แผนการเรียนรู้ด้วยตนเอง
การสนับสนุนให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยกระบวนการเรียนรู้ของตนเองผู้เรียน จะได้รับการฝึกด้านการจัดการแล้วยังฝึกด้านสมาธิความมีวินัยในตนเอง
และการรู้จักตนเอง มากขึ้น
4. เทคนิคการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
4.1
เทคนิคการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนสร้างความรู้ด้วยตัวเอง
การจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
หมายถึง การจัดการเรียนการสอน ให้ผู้เรียนมีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้เรียนรู้
โดยพยายามจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้สร้างความรู้ ได้มี ปฏิสัมพันธ์กันบุคคล สื่อ
และสิ่งแวดล้อมต่างๆ โดยใช้กระบวนการต่างๆ เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ และผู้เรียนมีโอกาสนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์อื่น
คำถามคือ ผู้สอนจะมีวิธีการหรือ เทคนิคที่จะทำให้เกิดเหตุการณ์นั้นๆ ได้อย่างไร
ผู้สอนทั่วไปยังเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
โดยเข้าใจว่า การให้ผู้เรียนค้นพบความรู้ด้วยตนเองคือ การ ปล่อยให้ผู้เรียน
เรียนรู้กันเองโดยที่ผู้สอนไม่ต้องมีบทบาทอะไร
หรือใช้วิธีสั่งให้ผู้เรียนไปที่ห้องสมุด
อ่านหนังสือกันเองแล้วเขียนรายงานมาส่งซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
แม้ว่าการให้การเรียนรู้เกิดขึ้นที่ตัว ผู้เรียน เป็นลักษณะที่ถูกต้องของ
การจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ แต่การที่ผู้เรียนจะ
เกิดการเรียนรู้ขึ้นมาได้เองนั้นเป็นเรื่องยาก ผู้สอนจึงต้องมีหน้าที่เตรียมจัดสถานการณ์และกิจกรรม
ต่างๆ นำทางไปสู่การเรียนรู้ โดยไม่ใช้วิธีบอกความรู้โดยตรง
หรือถ้าจะจัดสถานการณ์ให้ผู้เรียนได้ ค้นพบความรู้โดยใช้ห้องสมุดเป็นแหล่งข้อมูล
ผู้สอนจะต้องสำรวจให้รู้ก่อนว่า ภายในห้องสมุด มีข้อมูลอะไรอยู่บ้าง อยู่ที่ใด
จะค้นหาอย่างไร แล้วจึงวางแผนสั่งการ ผู้เรียนต้องรู้เป้าหมาย ของการค้นหาจากคำสั่งที่ผู้สอนให้
รวมถึงการแนะแนวทางที่จะทำงานให้สำเร็จ และในขณะที่ผู้เรียน ลงมือปฏิบัติ ผู้สอนควรสังเกตการณ์อยู่ด้วย
เพื่ออำนวยความสะดวก นำข้อมูลนั้นมาปรับปรุง การจัดการเรียนการสอนในครั้งต่อไป
4.2 เทคนิคการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนทำงานร่วมกับคนอื่น
ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
ของผู้สอนอีกประการหนึ่ง คือ
ผู้สอนเข้าใจว่าการจัดการเรียนการสอนแบบนี้ต้องจัดโต๊ะเก้าอี้ให้
ผู้เรียนได้นั่งรวมกลุ่มกัน โดยไม่เข้าใจว่าการนั่งรวมกลุ่มนั้นทำเพื่ออะไร
ความเข้าใจที่ถูกต้องคือ เมื่อ ผู้เรียนจะต้องทำงานร่วมกัน
จึงจัดเก้าอี้ให้นั่งรวมกันเป็นกลุ่ม ไม่ใช่นั่งรวมกลุ่มกันแต่ต่างคนต่าง ทำงานของตัวเอง
การจัดให้ผู้เรียนทำงานร่วมกัน ผู้สอนจะต้องกำกับดูแลให้สมาชิกในกลุ่มทุกคนมี
บทบาทในการทำงาน ซึ่งรูปแบบการจัดการเรียนการสอนประเภทหนึ่งที่ผู้สอนควรศึกษาเป็น
แนวทางนำไปใช้เป็นเทคนิคในการจัดกิจกรรม คือ
รูปแบบการจัดการเรียนการสอนโดยให้ผู้เรียน เรียนรู้ร่วมกัน (Cooperative
Learning)
วิทยากร เชียงกูล (2549)
ได้กล่าวถึงลักษณะการจัดการเรียนการสอนโดยให้ผู้เรียน
เรียนรู้ร่วมกัน เป็นการจัดการเรียนการสอนที่แบ่งผู้เรียนออกเป็นกลุ่มย่อยๆ
กลุ่มละ 4-5 คน โดย
สมาชิกในกลุ่มมีระดับความสามารถแตกต่างกัน สมาชิกทุกคนมีบทบาทหน้าที่ร่วมกันในการ
ปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมาย มีเป้าหมายและมีโอกาสได้รับรางวัลของความสำเร็จร่วมกัน
วิธีการแบบ
นี้ผู้เรียนจะมีโอกาสสร้างปฏิสัมพันธ์ร่วมกันในเชิงบวกมาปฏิสัมพันธ์แบบเผชิญหน้ากัน
ได้มีโอกาส รับผิดชอบงานที่ได้รับมอบหมายจากกลุ่ม ได้พัฒนาทักษะทางสังคมและได้ใช้กระบวนการกลุ่มใน
การทำงานเพื่อสร้างความรู้ให้กับตนเอง
4.3 เทคนิคการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน
ตามความหมายของการเรียนรู้ที่แท้จริง
คือ ผู้เรียนต้องมีโอกาสนำความรู้ที่เรียนรู้มา ไปใช้ในการดำเนินชีวิด
สิ่งที่เรียนรู้กับชีวิตจริงจึงต้องเป็นเรื่องเดียวกัน
ผู้สอนสามารถจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนประยุกต์ใช้ความรู้ได้โดยสร้างสถานการณ์ให้ผู้เรียนต้องแก้ง
และนำความรู้ที่เรียนมาประยุกต์ใช้
หรือให้ผู้เรียนแสดงความรู้นั้นออกมาในลักษณะต่างๆ
ให้วาดภาพแสดงรายละเอียดที่เรียนรู้จากการอ่านบทประพันธ์ในวิชาวรรณคดี
เมื่อผู้สอนได้สด เข้าใจโดยการตีความและแปลความแล้ว
หรือในวิชาที่มีเนื้อหาของการปฏิบัติ เมื่อผ่านกิจกรรม การเรียนรู้แล้วผู้สอนควรให้ผู้เรียนได้ฝึกให้ทำงาน
ปฏิบัติซ้ำอีกครั้งเพื่อให้เกิดความชำนาญ
ในการจัดกิจกรรมส่งเสริมให้ผู้เรียนนำความรู้ไปประยุกต์ใช้นี้
ผู้สอนควร กิจกรรมให้ผู้เรียนแสดงความสามารถในลักษณะต่างๆ
และเปิดโอกาสให้มีความหลากหลาย ตอบสนองความสามารถเฉพาะที่ผู้เรียนแต่ละคนมีแตกต่างกัน
นอกจากการใช้เทคนิคการออกคำ ให้ผู้เรียนแสดงการทำงานในลักษณะต่างๆ แล้ว
ผู้สอนอาจใช้วิธีการสอนบางวิธีที่เปิดโอกาสให้
ผู้เรียนได้แสดงความรู้ในสถานการณ์อื่นๆ ได้เช่นกัน เช่น วิธีสอน
โดยให้จัดนิทรรศการ และการสอน โดยใช้โครงงาน โดยผู้สอนเป็นผู้กํากับควบคุมให้ผู้เรียนทุกคนได้ร่วมกันวางแผน
ดําเนินการตาม แผน และร่วมกันสรุปผลงาน
ผู้เรียนแต่ละคนจะได้เลือกและแสดงความสามารถที่ตนเองถนัด เพื่อให้
งานบรรลุเป้าหมาย จึงสามารถกล่าวขยายความได้ว่า
การเรียนรู้ผ่านการให้จัดนิทรรศการและการ สอนโดยใช้โครงงาน ซึ่งสามารถทำอย่างต่อเนื่องกันได้
โดยมีประเด็นดังนี้
1.
ผู้เรียนได้เรียนรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ตนเองสนใจ
2.
ผู้เรียนได้เรียนรู้หรือหาคำตอบด้วยตนเองโดยการคิดและปฏิบัติจริง
3.
วิธีการหาคำตอบมีความหลากหลายจากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย
4.
นำข้อมูลหรือข้อความรู้จากการศึกษามาสรุปเป็นคำตอบหรือข้อค้นพบของตนเอง
5.
มีระยะเวลาในการศึกษาหรือแสวงหาคำตอบพอสมควร
6.
คำตอบหรือข้อค้นพบเชื่อมโยงต่อการพัฒนาความรู้ต่อไป
7.
ผู้เรียนมีโอกาสเลือก วางแผน และจัดการนำเสนอคำตอบของปัญหาหรือผลของ
การค้นพบด้วยวิธีการที่หลากหลายและสอดคล้องกับความถนัดและความสนใจของตนเอง
นอกจากแนวคิดการใช้วิธีการสอนโครงงานและการจัดนิทรรศการแล้วยังมีแนวคิด
เรื่องการบูรณาการที่ผู้สอนจะสามารถนำมาใช้เป็นเทคนิคในการจัดกิจกรรมกระตุ้นให้ผู้เรียน
นำข้อมูลหลากหลายที่เกิดจากการเรียนรู้ไปสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน
การบูรณาการ หมายถึง การนำศาสตร์สาขาวิชาต่างๆ
ที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน มาผสมผสานเข้าด้วยกัน
สาเหตุที่ต้องจัดให้มีการบูรณาการหลักสูตรและการเรียนการสอน คือ
1. ในชีวิตของคนเรามีเรื่องราวต่างๆ
ที่สัมพันธ์ซึ่งกันและกันไม่ได้แยกออกจากกัน เป็นเรื่องๆ
2. เมื่อมีการบูรณาการเข้ากับชีวิตจริงโดยการเรียนรู้ในสิ่งที่ใกล้ตัวแล้วขยายกว้าง
ออกไปผู้เรียนจะเรียนรู้ได้ดีขึ้นและเรียนรู้อย่างมีความหมาย
3. เนื้อหาวิชาต่างๆ ที่ใกล้เคียงกันหรือเกี่ยวข้องกันควรนำมาเชื่อมโยงกัน
เพื่อให้ เรียนรู้อย่างมีความหมาย ลดความซ้ำซ้อนเชิงเนื้อหาวิชา
แบ่งเบาภาระของผู้สอน
4. เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ใช้ความรู้ ความคิด
ความสามารถและทักษะที่หลากหลาย
5. ประเภทของการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
การเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
แบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ คือการสอนแบบ
เน้นกิจกรรมการเรียนการสอนเป็นหลัก และการสอนแบบเน้นสื่อ
5.1 การสอนแบบเน้นกิจกรรมการเรียนการสอนเป็นหลักการสอนแบบนี้ได้แก่
1.
การสอนแบบใช้ปัญหาเป็นหลัก (Problem Base Learning)
เป็นการจัดการเรียนการสอนโดยให้ผู้เรียนระบุปัญหาที่ต้องการเรียนรู้
ผู้เรียนจะ คิดวิเคราะห์ปัญหาตั้งสมมุติฐาน
อันเป็นที่มาของปัญหาและหาทางทดสอบสมมุติฐานที่ตั้งไว้ ผู้เรียน
จะต้องมีความรู้พื้นฐานที่จะเรียนรู้เนื้อหาต่างๆ มาก่อน
เพื่อจะสามารถเรียนรู้เนื้อหาใหม่ โดย กระบวนการใช้ปัญหาเป็นหลักได้
หากพื้นความรู้เดิมของผู้เรียนไม่เพียงพอ จะต้องค้นคว้าหาความรู้ เพิ่มเติมด้วยตนเองในการดำเนินการสอน
ผู้สอนจะต้องนำปัญหาที่เป็นความจริงมาเขียนเป็น กรณีศึกษาหรือสถานการณ์ในผู้เรียน
โดยผู้เรียนจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปนี้
1. ทำความเข้าใจกับศัพท์บางคำหรือแนวคิดบางอย่างในสถานการณ์นั้นๆ
2. ระบุประเด็นปัญหาจากสถานการณ์
3. วิเคราะห์ประเด็นปัญหา
4.ตั้งสมมุติฐานเกี่ยวกับปัญหานั้นๆ
5. ทดสอบสมมุติฐาน และจัดลำดับความสำคัญ
6. กำหนดวัตถุประสงค์การเรียนรู้
7.รวบรวมข้อมูลข่าวสารและความรู้จากแหล่งต่างๆ ด้วยตนเอง
8. สังเคราะห์ข้อมูลใหม่ที่ได้พร้อมทั้งทดสอบ
9. สรุปผลการเรียนรู้และหลักการที่ได้จากการศึกษาปัญหา
กระบวนการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นหลัก
มีลักษณะที่สำคัญ คือผู้เรียนจะได้เรียน ด้วยกันเป็นกลุ่มๆ ประมาณ 6-8 คน มีการอภิปรายและค้นคว้าหาความรู้ด้วยกัน มีการเรียนรู้ด้วย
ตนเองเนื้อหาสาระที่กำหนดให้ผู้เรียนเรียนรู้นั้น
จะเป็นเนื้อหาที่เกิดจากการบูรณาการเนื้อหาต่างๆ เข้า ด้วยกัน ผู้เรียนจะเกิดการเรียนรู้ในเนื้อหาที่กำหนดนั้นอย่างชัดเจน
2. การสอนแบบนิรมิตวิทยา
(Constructivism)
เป็นการจัดการเรียนการสอน
ที่เน้นให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้ใหม่ของตนเองใด
มีการเชื่อมโยงความรู้ใหม่ที่เกิดขึ้นกับความรู้เดิมที่ผู้เรียนมีอยู่แล้ว
การสร้างองค์ความรู้ใหม่ของ
ผู้เรียนอาจได้จากการดำเนินกิจกรรมการสอนที่ให้ผู้เรียนศึกษาค้นคว้า ทดลอง
ระดมสมองศึกษาในความรู้ ฯลฯ การตรวจสอบองค์ความรู้ใหม่
ทำให้ได้ทั้งการตรวจสอบกันเองในระหว่างกลุ่มผู้เรียนผู้สอนจะเป็นผู้ที่ช่วยเหลือให้ผู้เรียนได้ตรวจสอบความรู้ใหม่ให้ถูกต้องดังภาพ
ภาพ 2
การสอนแบบนิรมิตวิทยา
ลำดับขั้นตอนการสอนตามแนวความคิดแบบนิรมิตวิทยารายละเอียดของการ
ดําเนินการสอนตามรูปแบบมีดังนี้
1. ผู้สอนบอกให้ผู้เรียนทราบถึงเนื้อหาที่จะเรียน
2.
ผู้สอนให้ผู้เรียนระดมพลังสมองแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเนื้อหาที่เรียน
3. ผู้สอนจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนปฏิบัติเพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่เกี่ยวกับเนื้อหาที่
เรียน
4. ผู้สอนให้ผู้เรียนได้นําองค์ความรู้ที่สร้างขึ้นมาใช้ในสถานการณ์ที่ผู้สอนกําหนด
5. ผู้สอนให้ผู้เรียนสรุปองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นจากการเรียนครั้งนี้
3. การสอนเพื่อให้ผู้เรียนเกิดความคิดรวบยอด
(Concept Attainment)
เป็นการจัดการเรียนการสอนที่มุ่งให้ผู้เรียนทราบถึงคุณลักษณะของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
เรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง โดยสามารถระบุลักษณะเด่น
ลักษณะรอง ของสิ่งนั้นๆ ได้ สามารถนําความรู้ที่เกิดขึ้นไปใช้ในสถานการณ์อื่นๆ
ได้ขั้นตอนการสอนมีดังนี้
1. ผู้สอนจัดสถานการณ์ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ โดยการนําเสนอเหตุการณ์
รายละเอียดของสิ่งนั้น
2. ผู้สอนให้ผู้เรียนระบุลักษณะเด่น
ลักษณะรองของสิ่งที่ได้สังเกตและให้ผู้เรียน
หาลักษณะที่เหมือนกันลักษณะที่แตกต่างกัน
3. ผู้สอนให้ผู้เรียนสรุปลักษณะสําคัญที่สังเกตได้ พร้อมให้ชื่อของสิ่งนั้น
4. ผู้สอนตรวจสอบความเข้าใจของผู้เรียน
และความเป็นไปได้ความเหมาะสม ของชื่อความคิดรวบยอดนั้น
5. ผู้สอนกําหนดสถานการณ์ใหม่ให้ผู้เรียนได้นําความคิดรวบยอดที่เกิดขึ้นไปใช้
4. การสอนแบบร่วมมือประสานใจ
(Cooperative Learning)
เป็นการจัดการเรียนการสอนที่มุ่งให้ผู้เรียนร่วมมือกันทํางานช่วยเหลือซึ่งกัน
และกันมีส่วนร่วมในการดําเนินงาน และประสานงานกัน
เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ในเรื่องที่เรียนลักษณะ ของการจัดการเรียนการสอน
1. จัดชั้นเรียนโดยการแบ่งกลุ่มผู้เรียนออกเป็นกลุ่มเล็กๆ ประมาณ 3-6 คนโดยจัด คละกันตามความสามารถทางการเรียนมีทั้งเก่งปานกลางและย่อน
2. ผู้เรียนจะต้องรับผิดชอบการเรียนรู้ของตนเอง และรับผิดชอบการเรียนรู้
ของเพื่อนๆ ภาย ในกลุ่มของตนเองด้วย
3. สมาชิกทุกคนในกลุ่ม จะต้องร่วมมือในการทํางานอย่างเต็มความสามารถโดย
สนับสนุนยอมรับและไว้วางใจซึ่งกันและกันเพื่อให้สมาชิกทุกคนเกิดการเรียนรู้ให้มากที่สุด
5. การสอนเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้จากกระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ
(Critical Thinking)
เป็นการจัดการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้พัฒนาความสามารถในการใช้
ความคิดพิจารณาตัดสินเรื่องราว ปัญหา ข้อสงสัยต่างๆ อย่างรอบคอบ และมีเหตุผล
ผู้สอนจะเป็นผู้ นําเสนอปัญหา และดูแลให้คําแนะนําในการทํากิจกรรมของผู้เรียน
กิจกรรมการสอนจะเริ่มจาก ปัญหาที่สอดคล้องกับวุฒิภาวะ และประสบการณ์ของผู้เรียน
ซึ่งยั่วยุผู้เรียนให้อยากศึกษา ผู้เรียน จะรู้สึกว่าไม่มีคําตอบหรือคําตอบมีแต่ไม่เพียงพอ
ผู้เรียนต้องมีการศึกษาค้นคว้าจากแหล่งความรู้
ต่างๆและใช้กระบวนการคิดอย่างหลากหลาย รวมทั้ง วิเคราะห์ไตร่ตรองอย่างมีเหตุผล
และเป็นลําดับ ขั้นตอน
เพื่อนําไปสู่การตัดสินเพื่อเลือกคําตอบที่เหมาะสมที่สุดกับปัญหาที่นํามาใช้ในบทเรียน
ขั้นตอนการสอนมีดังนี้
1. ผู้สอนนําเสนอปัญหาซึ่งเป็นคําถามที่เร้าให้ผู้เรียนเกิดความคิดผู้เรียนตอบ
คําถามของผู้สอนโดยให้คําตอบที่หลากหลาย
2. ผู้สอนให้ผู้เรียนช่วยกันหาคําตอบที่เป็นไปได้มากที่สุดโดยการลด
ร่วมกันหรือให้ค้นคว้าจากแหล่งความรู้เท่าที่มีอยู่
3. ผู้สอนให้ผู้เรียนช่วยกันคัดเลือกคําตอบที่ตรงกับประเด็นปัญหา
4. ผู้สอนให้ผู้เรียนสรุปคําตอบที่เด่นชัดที่สุด
การเรียนการสอนแบบเน้นสื่อ
การเรียนการสอนแบบเน้นสื่อ
เป็นประเภทของการสอนในลักษณะใช้สื่อเป็นหนี้ เช่น การสอนโดยใช้บทเรียนสําเร็จรูป
การสอนแบบศูนย์การเรียนการสอนโดยใช้โปรแก หรือ E-Learning เป็นต้น
6. การวัดและประเมินผลที่เน้นผู้เรียนเป็นสําคัญ
การประเมินผลเป็นกระบวนการสําคัญที่มีส่วนเสริมสร้างความสําเร็จให้กับผู้เรียน
และเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการจัดการเรียนการสอน การประเมินผลจําเป็นต้องมีลักษณะ
ที่สอดคล้องกันแต่ในการจัดการศึกษาที่ผ่านมากลับมีเหตุการณ์ที่ทําให้ดูเหมือนการสอนกับ
การประเมินผลเป็นคนละส่วน แยกจากกัน การประเมินผลน่าจะเป็นกระบวนการที่ช่วยให้ผู้สอนได้
ข้อมูลที่จะนําไปใช้ประโยชน์ในการปรับปรุงกระบวนการจัดการเรียนการสอน
เพื่อให้เกิดประโยชน์ สูงสุดกับผู้เรียน
แต่กลับกลายเป็นเครื่องมือตัดสินหรือตีตราความโง่ความฉลาด สร้างความกดดันและ
เป็นทุกข์ให้กับผู้เรียน ความสําเร็จหรือล้มเหลวของการเรียนรู้ถูกตัดสินในครั้งสุดท้ายของ
กระบวนการเรียนการสอน
โดยไม่ได้ให้ความสําคัญกับผลงานความสําเร็จหรือพัฒนาการที่มีขึ้นในระหว่างกระบวนการเรียนรู้
และนอกเหนือจากนั้น กระบวนการที่ใช้วัดและประเมินผลการเรียนรู้ใน
บางครั้งก็ไม่ได้กระทําอย่างสอดคล้องกับพฤติกรรมการเรียนรู้ที่ต้องการวัดจริงเพราะผู้สอนมักจะเคย
ชินกับการใช้เครื่องมือวัดเพียงอย่างเดียว คือ การใช้แบบทดสอบ
ซึ่งมีข้อจํากัดในการวัดและ
ประเมินผลการเรียนรู้ทางด้านจิตพิสัยและทักษะพิสัยดังนั้น
เมื่อมีการปฏิรูปการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียน เป็นสําคัญแล้วก็มีความจําเป็นที่จะต้องปฏิรูปกระบวนการวัดและประเมินผลใหม่ด้วย
ให้สอดคล้องกัน ซึ่งผู้รู้ในวงการศึกษาได้ยอมรับกันว่า
แนวคิดในการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ที่ เหมาะสม คือ
การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนตามสภาพจริง
6.1 การวัดและประเมินผลผู้เรียนตามสภาพจริง
การวัดและประเมินผลเป็นส่วนสําคัญของการจัดการเรียนการสอน ดังนั้นเมื่อ
การจัดการเรียนการสอนตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2545
มุ่งให้ผู้เรียนแต่ละคนได้พัฒนาเต็มศักยภาพ การวัดและประเมินผลจึงต้อง
ปรับเปลี่ยนไปให้มีลักษณะเป็นการประเมินผลที่เน้นผู้เรียนเป็นสําคัญ
และประเมินผลตามสภาพจริง ด้วยประเมินตามสภาพจริงของผู้เรียน มีลักษณะสําคัญดังนี้
1. เน้นการประเมินที่ดําเนินการไปพร้อมๆ
กับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ซึ่งสามารถทําได้ตลอดเวลาทุกสภาพการณ์
2. เน้นการประเมินที่ยึดพฤติกรรมการแสดงออกของผู้เรียนจริงๆ
3. เน้นการพัฒนาจุดเด่นของผู้เรียน
4. ใช้ข้อมูลที่หลากหลาย
ด้วยเครื่องมือที่หลากหลายและสอดคล้องกับวิธีการ ประเมินตลอดจนจุดประสงค์ในการประเมิน
5. เน้นคุณภาพผลงานของผู้เรียนที่เกิดจากการบูรณาการความรู้ความสามารถ
หลายๆ ด้าน
6. การประเมินด้านความคิด เน้นความคิดเชิงวิเคราะห์
สังเคราะห์
7. เน้นให้ผู้เรียนประเมินตนเอง
และการมีส่วนร่วมในการประเมินของผู้เรียน ผู้ปกครองและผู้สอน
6.2
วิธีการและเครื่องมือการวัดและประเมินผลที่เน้นผู้เรียนเป็นสําคัญ
การวัดและประเมินผลตามสภาพจริง
เป็นการประเมินการแสดงออกของผู้เรียน รอบด้านตลอดเวลา ใช้ข้อมูลและวิธีการหลากหลาย
ด้วยวิธีการและเครื่องมือ ดังนี้
1. ศึกษาวัตถุประสงค์ของการประเมิน เป็นการประเมินเพื่อพัฒนาผู้เรียนรอบ
ด้านดังนั้น จึงใช้วิธีการที่หลากหลาย ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ เช่น การสังเกต
สัมภาษณ์ การตรวจ ผลงานการทดสอบบันทึกจากผู้เกี่ยวข้อง การรายงานตนเองของผู้เรียน
แฟ้มสะสมงานเป็นต้น
2. กําหนดเครื่องมือในการประเมิน เมื่อกําหนดวัตถุประสงค์ของการประเมิน
ให้เป็นการประเมินพัฒนาการของผู้เรียนรอบค้านตามสภาพจริงแล้ว
ในการกําหนดเครื่องมือจึงเป็น เครื่องมือที่หลากหลาย เป็นต้นว่า
2.1 การบันทึกข้อมูล จากการศึกษา ผลงาน โครงงาน หนังสือที่ผู้เรียนผลิต
แบบบันทึกต่างๆ ได้แก่ แบบบันทึกความรู้สึก บันทึกความคิด บันทึกของผู้เกี่ยวข้อง
(นักศึกษา เพื่อน อาจารย์ ผู้ปกครอง) หลักฐานร่องรอยหรือผลงานจากการร่วมกิจกรรม
เป็นต้น
2.2 แบบสังเกต เป็นการสังเกตพฤติกรรม
การร่วมกิจกรรมในสถานการณ์
ต่างๆ
2.3 แบบสัมภาษณ์ เป็นการสัมภาษณ์ความรู้สึก ความคิดเห็น
ทั้งตัวผู้เรียน และผู้เกี่ยวข้อง
2.4 แฟ้มสะสมงาน
เป็นสื่อที่รวบรวมผลงานหรือตัวอย่างหรือหลักฐานที่ แสดงถึงผลสัมฤทธิ์ ความสามารถ
ความพยายาม หรือความถนัดของบุคคลหรือประเด็นสําคัญที่ต้อง เก็บไว้อย่างเป็นระบบ
2.5 แบบทดสอบเป็นเครื่องมือวัดความรู้
ความเข้าใจที่ยังคงมีความสําคัญ การประเมินสําหรับผู้ประเมิน ประกอบด้วย
ผู้เรียนประเมินตนเองผู้สอน เพื่อนกลุ่มเพื่อน ผู้ปกครอง
และผู้เกี่ยวข้องกับนักศึกษา
6.3
การนําแนวคิดการประเมินผลผู้เรียนตามสภาพจริงไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน
การนําแนวคิดการประเมินผลผู้เรียนตามสภาพจริงไปใช้ในการจัดการเรียนการ สอน
มีแนวปฏิบัติ ดังนี้
1. ก่อนนําไปใช้ผู้สอนต้องเรียนรู้เกี่ยวกับแนวทางการประเมินตามสภาพจริง
ที่ สําคัญที่สุด คือ การศึกษาด้วยตนเองและลงมือปฏิบัติจริง
พัฒนาความรู้จากการลงมือปฏิบัติ
2. การแนะนําให้ผู้เรียนจัดทําแฟ้มสะสมงาน
แฟ้มสะสมงานของผู้เรียน นอกจาก จะแสดงพัฒนาการของผู้เรียนแล้ว
ยังเป็นการสะท้อนการสอนของผู้สอน เพื่อจะนําไปปรับปรุง การเรียนการสอนต่อไป
2.1 หลักการเบื้องต้นของการจัดทําแฟ้มสะสมงาน มีดังนี้
1. รวบรวมผลงานที่แสดงถึงพัฒนาการด้านต่างๆ
2. รวบรวมผลงานที่แสดงลักษณะเฉพาะของผู้เรียน
3. ดําเนินการควบคู่กับการเรียนการสอน
4. เก็บหลักฐานที่เป็นตัวอย่างที่แสดงความสามารถในด้านกระบวนการ
และผลผลิศ
5. มุ่งเน้นในสิ่งที่ผู้เรียนเรียนรู้
2.2 ความสําคัญของแฟ้มสะสมงาน คือ
การรวบรวมข้อมูลของผู้เรียนทําให้
ผู้สอนได้ข้อมูลที่มีประโยชน์เกี่ยวกับพัฒนาการการเรียนรู้ของผู้เรียนรายบุคคล
และนําเอาข้อมูล ดังกล่าวมาใช้ปรับปรุงการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียน
เพื่อพัฒนาผู้เรียนแต่ละคนได้เต็มศักยภาพ ของตนเอง
5. การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสําคัญเกิดขึ้นจากพื้นฐานความเชื่อที่ว่า
การจัดการศึกษา มีเป้าหมายสําคัญที่สุด คือ การจัดการให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้
เพื่อให้ผู้เรียนแต่ละคนได้พัฒนาตนเอง สูงสุด ตามกําลังหรือศักยภาพของแต่ละคน
แต่เนื่องจากผู้เรียนแต่ละคนมีความแตกต่างกันทั้งด้าน ความต้องการ ความสนใจ
ความถนัด และยังมีทักษะพื้นฐานอันเป็นเครื่องมือสําคัญที่จะใช้ในการ เรียนรู้
อันได้แก่ ความสามารถในการฟัง พูด อ่าน เขียน ความสามารถทางสมอง ระดับสติปัญญา
และการแสดงผลของการเรียนรู้ออกมาในลักษณะที่ต่างกัน
จึงควรมีการจัดการที่เหมาะสมในลักษณะที่ แตกต่างกัน
ตามเหตุปัจจัยของผู้เรียนแต่ละคน และผู้ที่มีบทบาทสําคัญในกลไกของการจัดการนี้คือ
ครู แต่จากข้อมูลอันเป็นปัญหาวิกฤตทางการศึกษา และวิกฤตของผู้เรียนที่ผ่านมา
แสดงให้เห็นว่า ครูยังแสดงบทบาทและทําหน้าที่ของตนเองไม่เหมาะสม จึงต้องทบทวนทําความเข้าใจ
ซึ่งนำไปสู่ การปฏิบัติเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตทางการศึกษาและวิกฤตของผู้เรียนต่อไป
การทบทวนบทบาทของครู
ควรเริ่มจากการทบทวนและปรับแต่งความคิด ความเข้าใจ เกี่ยวกับความหมายของการเรียน โดยต้องถือว่า
แก่นแท้ของการเรียนคือการเรียนรู้ของผู้เรียน ต้อง
เปลี่ยนจากการยึดวิชาเป็นตัวตั้ง มาเป็นยึดมนุษย์หรือผู้เรียนเป็นตัวตั้ง
หรือที่เรียกว่า ผู้เรียนเป็นสําคัญ
ครูต้องคํานึงถึงหลักความแตกต่างระหว่างบุคคลเป็นสําคัญ
ถ้าจะเปรียบการทํางานของครูกับแพทย์ คงไม่ต่างกันมากนัก
แพทย์มีหน้าที่บําบัดรักษาอาการป่วยไข้ของผู้ป่วย ด้วยการวิเคราะห์ วินิจฉัย
อาการของผู้ป่วยแต่ละคนที่มีความแตกต่างกัน
แล้วจัดการบําบัดด้วยการใช้ยาหรือการปฏิบัติอื่นๆ ที่ แตกต่างกัน
วิธีการรักษาแบบหนึ่งแบบใดคงจะใช้บําบัดรักษาผู้ป่วยทุกคนเหมือนๆ กันไม่ได้
นอกจากจะมีอาการป่วยแบบเดียวกัน ในทํานองเดียวกัน
ครูก็จําเป็นต้องทําความเข้าใจและศึกษาให้รู้ ข้อมูล
อันเป็นความแตกต่างของผู้เรียนแต่ละคน และหาวิธีสอนที่เหมาะสม
เพื่อให้ผู้เรียนเกิด การเรียนรู้อย่างเต็มที่ เพื่อพัฒนาผู้เรียนแต่ละคนนั้นให้บรรลุถึงศักยภาพสูงสุดที่มีอยู่
และจากข้อมูลที่ เป็นวิกฤตทางการศึกษา และวิกฤตของผู้เรียนอีกประการหนึ่ง คือ
การจัดการศึกษาที่ไม่ส่งเสริมให้
ผู้เรียนได้นําสิ่งที่ได้เรียนรู้มาปฏิบัติในชีวิตจริง
ทําให้ไม่เกิดการเรียนรู้ที่ยั่งยืน ครูจึงต้องหันมา ทบทวนบทบาทและหน้าที่ที่จะต้องแก้ไข
โดยต้องตระหนักว่า คุณค่าของการเรียนรู้คือการได้นําสิ่งที่
เรียนรู้มานั้นไปปฏิบัติให้เกิดผลด้วย
ดังนั้นหลักการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสําคัญ จึงมีสาระ ที่สําคัญ 2 ประการคือ การจัดการโดยคํานึงถึงความแตกต่างของผู้เรียน และการส่งเสริมให้ผู้เรียนได้
นําเอาสิ่งที่เรียนรู้ไปปฏิบัติในการดําเนินชีวิต
เพื่อพัฒนาตนเองไปสู่ศักยภาพสูงสุดที่แต่ละคนจะมี
ส่วนเทคนิควิธีการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสําคัญ จะได้กล่าวในตอนต่อไป
แนวคิดการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสําคัญ ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
พ.ศ. 2542 ถือว่าเป็นความพยายามที่จะทําการปฏิรูปการศึกษาครั้งสําคัญ
ซึ่งดําเนินการจัดทําขึ้นด้วย ความร่วมมือจากหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายการเมือง
ฝ่ายข้าราชการ ครู อาจารย์ บุคคลที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนประชาชน องค์กร
และสถาบันต่างๆ มีการศึกษาปัญหา ประมวลองค์ความรู้ต่างๆ ทั้งภายใน และภายนอกประเทศ
มีการระดมผู้รู้ นักปราชญ์มาช่วยกันคิด ช่วยกันสร้างเป้าหมายของการศึกษา ไทย
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542
เป็นกฎหมายที่กําหนดขึ้นเพื่อแก้ไขหรือแก้ปัญหา ทางการศึกษา
และถือได้ว่าเป็นเครื่องมือสําคัญในการปฏิรูปการศึกษา อาจสรุปหลักการสําคัญได้ 7 ด้าน ดังนี้
1. ด้านความเสมอภาคของโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปรากฏตาม
มาตรา 10 วรรค 1 คือ
การจัดการศึกษาต้องจัดให้บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอกับ ในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย
มาตรา 8 (1) การจัดการศึกษาให้ยึดหลักว่าเป็นการศึกษาตลอดชีวิตสําหรับประชาชน
2. ค้านมาตรฐานคุณภาพการศึกษา ปรากฏตาม
มาตรา 9 (3) กําหนดมาตรฐานการศึกษาและจัดระบบประกันคุณภาพการศึกษาทุกระดับ
และประเภทการศึกษา และ
มาตรา 47 ให้มีระบบประกันคุณภาพการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพและมาตรฐาน
การศึกษาทุกระดับ ประกอบด้วย ระบบประกันคุณภาพภายในและระบบประกันคุณภาพภายนอก
3. ด้านระบบบริหารและการสนับสนุนทางการศึกษา ปรากฏตาม
มาตรา 9
(2) การจัดระบบโครงสร้างและกระบวนการจัดการศึกษา ให้ยึดหลักดังนี้ (1)
มีเอกภาพด้านนโยบายและหลากหลายในการปฏิบัติ (2) มีการกระจายอํานาจไปสู่เขตพื้นที่ การศึกษา สถานศึกษา
และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (3) ระดมทรัพยากรจากแหล่งต่างๆ
มาใช้ จัดการศึกษา (4) การมีส่วนร่วมของบุคคล ครอบครัว ชุมชน
องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา
สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่นๆ
มาตรา 43 การบริหารและการจัดการศึกษาของเอกชน ให้มีความเป็นอิสระ โดย มีการกํากับ
ติดตาม การประเมินคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาจากรัฐ และต้องปฏิบัติตาม
หลักเกณฑ์การประเมินคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาเช่นเดียวกับการศึกษาของรัฐ
4.
ค้านครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา ปรากฏตาม มาตรา 9
(4) มีหลักการ ส่งเสริมมาตรฐานวิชาชีพครู คณาจารย์
และบุคลากรทางการศึกษา และการพัฒนาครู คณาจารย์
และบุคลากรทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง
มาตรา 52 ให้กระทรวงส่งเสริมให้มีระบบ กระบวนการผลิต การพัฒนาครู คณาจารย์
และบุคลากรทางการศึกษาให้มีคุณภาพและมาตรฐานที่เหมาะสมกับการเป็นวิชาชีพชั้นสูง
โดยการ กํากับและประสานให้สถาบันที่ทําหน้าที่ผลิตและพัฒนาครู คณาจารย์
รวมทั้งบุคลากรทางการศึกษา
ให้มีความพร้อมและมีความเข้มแข็งในการเตรียมบุคลากรใหม่และการพัฒนาบุคลากรประจําการอย่าง
ต่อเนื่องรัฐจึงจัดสรรงบประมาณและจัดตั้งกองทุนพัฒนาครู คณาจารย์
และบุคลากรทางการศึกษา อย่างเพียงพอ
5. ด้านหลักสูตร ปรากฏตาม มาตรา 8 (3) การพัฒนาสาระและกระบวนการเรียนรู้ให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง
มาตรา 27 ให้คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกําหนดหลักสูตรภาคบังคับ การศึกษา
ขั้นพื้นฐาน เพื่อความเป็นไทย ความเป็นพลเมืองที่ดีของชาติ การดํารงชีวิต
และการประกอบอาชีพ ตลอดจนเพื่อการศึกษาต่อ
ให้สถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีหน้าที่จัดทําสาระของหลักสูตรตามวัตถุประสงค์
ในวรรคหนึ่ง ในส่วนที่เกี่ยวกับสภาพปัญหาในชุมชนและสังคม ภูมิปัญญาท้องถิ่น
คุณลักษณะ อันพึงประสงค์เพื่อเป็นสมาชิกที่ดีของครอบครัว ชุมชน สังคม
และประเทศชาติ
มาตรา 28 หลักสูตรสถานศึกษาต่างๆ รวมทั้งหลักสูตรสถานศึกษาสําหรับบุคคลพิการ
ต้องมีลักษณะหลากหลาย ทั้งนี้ให้จัดตามความเหมาะสมของแต่ละระดับ
โดยมุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิต ของบุคคลให้เหมาะสมแก่วัยและศักยภาพ
สาระของหลักสูตรทั้งที่เป็นวิชาการและวิชาชีพต้องมุ่งพัฒนาคนให้มีความสมดุลทั้งด้าน
ความรู้ ความคิด ความสามารถ ความดีงาม และความรับผิดชอบต่อสังคม
สําหรับหลักสูตรการศึกษาระดับอุดมศึกษา
นอกจากคุณลักษณะในวรรคหนึ่งและวรรค สองแล้ว
ยังมีความมุ่งหมายเฉพาะที่จะพัฒนาวิชาการ วิชาชีพชั้นสูง และด้านการค้นคว้า วิจัย
เพื่อ พัฒนาองค์ความรู้และพัฒนาทางสังคม
มาตรา 24 (1) จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัด
โดยคํานึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล
6.
ด้านกระบวนการเรียนรู้ ปรากฏตาม
มาตรา 22 การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้ และพัฒนาตนเองได้
และถือว่าผู้เรียนมีความสําคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้
ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ
มาตรา 24 การจัดกระบวนการเรียนรู้
ให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดําเนินการ ดังนี้ (1) จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของ ผู้เรียน
โดยคํานึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล (2) ฝึกทักษะ
กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญ
สถานการณ์และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา (3) จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้ เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกการปฏิบัติให้คิดได้
คิดเป็น ทําเป็น รักการอ่าน และเกิดการใฝ่รู้อย่าง ต่อเนื่อง (4) จัดการเรียนการสอนโดยผสมผสานสาระความรู้ด้านต่างๆ อย่างได้สัดส่วนสมดุลกัน
รวมทั้งปลูกฝังคุณธรรม ค่านิยมที่ดีงามและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ไว้ในทุกวิชา (5)
ส่งเสริม สนับสนุนให้ครูสามารถจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อมสื่อการเรียน
และอํานวยความสะดวกเพื่อให้ เกิดการเรียนรู้และมีความรอบรู้
รวมทั้งสามารถใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการจัดการ เรียนรู้
ทั้งนี้ครูและผู้เรียนอาจเรียนรู้ไปพร้อมกัน
จากสื่อการเรียนการสอนและแหล่งวิทยาการประมาทต่างๆ (ล จัดการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้ทุกเวลา
ทุกสถานที่ มีการประสานความร่วมมือกัน บรรดา ผู้ปกครอง และบุคคลในชุมชนทุกฝ่าย
เพื่อร่วมกันพัฒนาผู้เรียนตามศักยภาพ
มาตรา 25 รัฐต้องเร่งส่งเสริมการดําเนินงาน และการจัดตั้งแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตทุกรูปแบบ
ได้แก่ ห้องสมุดประชาชน พิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ สวนสัตว์ สวนสาธารณะ 4 พฤกษศาสตร์ อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศูนย์การกีฬาและนันทนาการ
แหล่งข้อมูล และ แหล่งการเรียนรู้อื่น อย่างพอเพียงและมีประสิทธิภาพ
มาตรา 26 ให้สถานศึกษาจัดการประเมินผู้เรียน โดยพิจารณาจากพัฒนาการของผู้เรียน
ความประพฤติ การสังเกตพฤติกรรมการเรียน การร่วมกิจกรรม และการทดสอบควบคู่ไป
กระบวนการเรียนการสอนตามความเหมาะสมของแต่ละระดับและรูปแบบการศึกษา
มาตรา 8 (1) และ (3) การจัดการศึกษายึดหลักดังนี้ (1) เป็นการศึกษาตลอดชีวิตสําหรับ ประชาชน (3) การพัฒนาสาระและกระบวนการเรียนรู้ให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง
7. ด้านทรัพยากรและการลงทุนเพื่อการศึกษาปรากฏตาม
มาตรา 9 (5) การจัดระบบ โครงสร้างและกระบวนการจัดการศึกษา ให้ยึดหลักดังนี้
(ระดมทรัพยากรจากแหล่งต่างๆ มาใช้ในการจัดการศึกษา
มาตรา 58 ให้มีการระดมทรัพยากรการลงทุนด้านงบประมาณ การเงิน และทรัพย์สิน ทั้ง
จากรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น บุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน เอกชน
องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ สถาบันสังคมอื่น
และต่างประเทศ มาใช้ในการจัดการศึกษา
มาตรา 60 ให้รัฐจัดสรรงบประมาณแผ่นดินให้กับการศึกษา ในฐานะที่มีความสําคัญ
สูงสุดต่อความมั่นคงยั่งยืนของประเทศ โดยจัดสรรเป็นเงินงบประมาณเพื่อการศึกษา
จากหลักการสําคัญดังกล่าวข้างต้น
มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็น สําคัญ คือ
1. ด้านหลักสูตร กล่าวถึงการปฏิรูปหลักสูตรให้ต่อเนื่อง
เชื่อมโยง มีความสมดุลในเนื้อหา สาระ ทั้งที่เป็นวิชาการ วิชาชีพ
และวิชาว่าด้วยความเป็นมนุษย์ และให้มีการบูรณาการเนื้อหา
หลากหลายที่มีประโยชน์ต่อการดํารงชีวิต ได้แก่
1.1 เนื้อหาเกี่ยวกับตนเองและความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับสังคม
1.2 เนื้อหาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การบํารุงรักษา
ใช้ประโยชน์จากธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม
1.3 เนื้อหาเกี่ยวกับศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม ภูมิปัญญาไทย
1.4 เนื้อหาความรู้และทักษะด้านคณิตศาสตร์และภาษา เน้นการใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้อง
1.5
เนื้อหาความรู้และทักษะในการประกอบอาชีพและการดํารงชีวิตอย่างมีความสุข
2. ด้านกระบวนการเรียนรู้ กล่าวถึง
กระบวนการเรียนรู้ให้ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถ เรียนรู้และพัฒนาตนเองได้
โดยถือว่าผู้เรียนมีความสําคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริม
ให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพและเป็นการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
ดังข้อมูลที่ระบุไว้เป็นหัวใจของการปฏิรูปการศึกษาที่สํานักนโยบายและแผนการศึกษา
ศาสนา และ วัฒนธรรม สํานักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (2543) ได้สรุปถึงลักษณะกระบวนการจัดการเรียนรู้
ในสาระของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ไว้ดังนี้
2.1 มีการจัดเนื้อหาที่สอดคล้องกับความสนใจ
ความถนัดของผู้เรียน
2.2 ให้มีการเรียนรู้จากประสบการณ์และฝึกนิสัยรักการอ่าน
2.3
จัดให้มีการฝึกทักษะกระบวนการและการจัดการ
2.4
มีการผสมผสานเนื้อหาสาระด้านต่างๆ อย่างสมดุล ปลูกฝังคุณธรรม
2.5
จัดการส่งเสริมบรรยากาศการเรียนเพื่อให้เกิดการเรียนรู้และรอบรู้
2.6 จัดให้มีการเรียนรู้ได้ทุกเวลา ทุกสถานที่
และให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการ เรียนรู้ด้วย
3. ด้านการวัดและประเมินผลการเรียนรู้
เพื่อให้สอดคล้องกับการจัดการเรียนรู้โดย ผู้เรียนเป็นสําคัญ
จะต้องประเมินผู้เรียนตามสภาพจริง โดยการใช้วิธีการประเมินผู้เรียนหลายๆ วิธี
ได้แก่ การสังเกตพฤติกรรมการเรียนและการร่วมกิจกรรม การใช้แฟ้มสะสมงาน การทดสอบ
การสัมภาษณ์ ควบคู่ไปกับกระบวนการเรียนการสอน
ผู้เรียนจะมีโอกาสแสดงผลการเรียนรู้ได้หลาย แบบ
ไม่เพียงแต่ความสามารถทางผลสัมฤทธิ์การเรียนซึ่งวัดได้โดยแบบทดสอบเท่านั้น
การวัดและ
การประเมินผลการเรียนรู้แบบนี้แสดงให้เห็นความแตกต่างอันเกิดจากผลการพัฒนาตนเองของผู้เรียน
ในด้านต่างๆ ได้ชัดเจนมากขึ้น รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้จะได้กล่าวในตอนต่อไป
องค์ประกอบด้าน “การจัดการเรียนรู้” นับว่าเป็นองค์ประกอบหลักที่แสดงถึง
การเรียนรู้อย่างเป็นรูปธรรม ประกอบด้วย
ความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายที่แท้จริงของการเรียนรู้ บทบาทของครู
และบทบาทของผู้เรียน
การจัดการเรียนการสอนโดยให้ผู้เรียนเป็นสําคัญจะทําได้สําเร็จเมื่อผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียน
การสอน ได้แก่ ครูและผู้เรียน มีความเข้าใจตรงกันเกี่ยวกับความหมายของการเรียนรู้
ทั้งสาระที่ ทิศนา แขมมณี (2544) ได้กล่าวไว้ดังนี้
1. การเรียนรู้เป็นงานเฉพาะบุคคล ทําแทนกันไม่ได้
ครูที่ต้องการให้ผู้เรียน
เกิดการเรียนรู้ต้องเปิดโอกาสให้เขาได้มีประสบการณ์การเรียนรู้ด้วยตัวของเขาเอง
2. การเรียนรู้เป็นกระบวนการทางสติปัญญาที่ต้องมีการใช้กระบวนการ
สร้างความเข้าใจ ความหมายของสิ่งต่างๆ
ดังนั้นครูจึงควรกระตุ้นให้ผู้เรียนใช้กระบวนการคิดทำความเข้าใจสิ่งต่างๆ
3. การเรียนรู้เป็นกระบวนการทางสังคม เพราะในเรื่องเดียวกัน
อาจคิดได้ หลายแง่หลายมุมทําให้เกิดการขยาย เติมเต็มข้อความรู้
ตรวจสอบความถูกต้องของการเรียนรู้ตามที่ สังคมยอมรับด้วย
ดังนั้นครูที่ปรารถนาให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้จะต้องเปิดโอกาสให้ผู้เรียน
มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกับบุคคลอื่นหรือแหล่งข้อมูลอื่นๆ
4. การเรียนรู้เป็นกิจกรรมที่สนุกสนาน เป็นความรู้สึกเบิกบาน
เพราะหลุดพ้นจาก ความไม่รู้นําไปสู่ความใฝ่รู้ อยากรู้อีก เพราะเป็นเรื่องน่าสนุก
ครูจึงควรสร้างภาวะที่กระตุ้นให้เกิด
ความอยากรู้หรือคับข้องใจบ้างผู้เรียนจะหาคําตอบเพื่อให้หลุดพ้นจากความข้องใจ
และเกิดความสุข ขึ้นจากการได้เรียนรู้ เมื่อพบคําตอบด้วยตนเอง
5. การเรียนรู้เป็นงานต่อเนื่องตลอดชีวิต ขยายพรมแดนความรู้ได้ไม่มีที่สิ้นสุด
ครูจึงควรสร้างกิจกรรมที่กระตุ้นให้เกิดการแสวงหาความรู้ไม่รู้จบ
6. การเรียนรู้เป็นการเปลี่ยนแปลง
เพราะได้รู้มากขึ้นทําให้เกิดการนําความรู้ไปใช้ ในการเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ
เป็นการพัฒนาไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ครูควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียน
ได้รับรู้ผลการพัฒนาของตัวเขาเองด้วย
จากความหมายของการเรียนรู้ที่กล่าวมา
ครูจึงต้องคํานึงถึงประเด็นต่างๆ ในการจัด กิจกรรมการเรียนการสอน ดังนี้
1.ความแตกต่างระหว่างบุคคลของผู้เรียน
2. การเน้นความต้องการของผู้เรียนเป็นหลัก
3. การพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้เรียน
4. การจัดกิจกรรมให้น่าสนใจ ไม่ทําให้ผู้เรียนรู้สึกเบื่อหน่าย
5. ความเมตตากรุณาต่อผู้เรียน
6. การท้าทายให้ผู้เรียนอยากรู้
7. การตระหนักถึงเวลาที่เหมาะสมที่ผู้เรียนจะเกิดการเรียนรู้
8. การสร้างบรรยากาศหรือสถานการณ์ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้โดยการปฏิบัติจริง
9. การสนับสนุนและส่งเสริมการเรียนรู้
10. การมีจุดมุ่งหมายของการสอน
11. ความเข้าใจผู้เรียน
12. ภูมิหลังของผู้เรียน
13. การไม่ยึดวิธีการใดวิธีการหนึ่งเท่านั้น
14. การเรียนการสอนที่ดีเป็นพลวัตร (dynamic) กล่าวคือ มีการเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาทั้งในด้านการจัดกิจกรรม
การสร้างบรรยากาศ รูปแบบเนื้อหา สาระ เทคนิค วิธีการ
15. การสอนในสิ่งที่ไม่ไกลตัวผู้เรียนมากเกินไป
16. การวางแผนการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ
องค์ประกอบสุดท้ายที่สําคัญและนับว่าเป็นเป้าหมายของการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสําคัญ คือ
องค์ประกอบด้านการเรียนรู้ซึ่งมีลักษณะที่แตกต่างจากเดิมที่เน้นเนื้อหาสาระเป็น
สําคัญ และสอดคล้องกับองค์ประกอบด้านการจัดการเรียนรู้
ทั้งนี้เพราะการจัดการเรียนรู้ก็เพื่อเน้น ให้มีผลต่อการเรียนรู้ ดังนั้น
ตัวบ่งชี้ที่บอกถึงลักษณะการเรียนรู้ของผู้เรียน ประกอบด้วย
1.การเรียนรู้อย่างมีความสุข
อันเนื่องมาจากการจัดการเรียนรู้ที่คํานึงถึงความแตกต่าง ระหว่างบุคคล
คํานึงถึงการทํางานของสมองที่ส่งผลต่อการเรียนรู้และพัฒนาการทางอารมณ์ของ ผู้เรียน
ผู้เรียนได้เรียนรู้เรื่องที่ต้องการเรียนรู้ในบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติ
บรรยากาศของ การเอื้ออาทรและเป็นมิตร ตลอดจนแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย
นําผลการเรียนรู้ไปใช้ในชีวิตจริงได้
2. การเรียนรู้จากการได้คิดและลงมือปฏิบัติจริง
หรือกล่าวอีกลักษณะหนึ่งคือ “เรียนด้วย สมองและสองมือ”
เป็นผลจากการจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนได้คิด
ไม่ว่าจะเกิดจากสถานการณ์หรือ คําถามก็ตาม
และได้ลงมือปฏิบัติจริงซึ่งเป็นการฝึกทักษะที่สําคัญคือ การแก้ปัญหา ความมีเหตุผล
3. การเรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย
และเรียนรู้ร่วมกับบุคคลอื่น เป้าหมายสําคัญ
ด้านหนึ่งในการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสําคัญคือ
ผู้เรียนแสวงหาความรู้ที่หลากหลายทั้งใน และนอกโรงเรียน ทั้งที่เป็นเอกสาร วัสดุ
สถานที่ สถานประกอบการ บุคคลซึ่งประกอบด้วย เพื่อน กลุ่มเพื่อน วิทยากร
หรือผู้เป็นภูมิปัญญาของชุมชน
4. การเรียนรู้แบบองค์รวมหรือบูรณาการ
เป็นการเรียนรู้ที่ผสมผสานสาระความรู้ด้านต่างๆ ได้สัดส่วนกัน
รวมทั้งปลูกฝังคุณธรรม ความดีงาม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ในทุกวิชา
ที่จัดให้เรียนรู้
5. การเรียนรู้ด้วยกระบวนการเรียนรู้ของตนเอง
เป็นผลสืบเนื่องมาจากความเข้าใจของ ผู้จัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสําคัญว่า
ทุกคนเรียนรู้ได้และเป้าหมายที่สําคัญคือ พัฒนาผู้เรียนให้มี
ความสามารถที่จะแสวงหาความรู้ได้ด้วยตนเอง ผู้จัดการเรียนรู้จึงควรสังเกตและศึกษาธรรมชาติของ
การเรียนรู้ของผู้เรียนว่าถนัดที่จะเรียนรู้แบบใดมากที่สุด
ในขณะเดียวกันกิจกรรมการเรียนรู้จะเปิด
โอกาสให้ผู้เรียนได้วางแผนการเรียนรู้ด้วยตนเอง
(ซึ่งจะกล่าวถึงรายละเอียดอีกครั้งในการเรียนรู้โดย โครงงาน)
การสนับสนุนให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยกระบวนการเรียนรู้ของตนเอง
ผู้เรียนจะได้รับการ ฝึกด้านการจัดการแล้วยังฝึกด้านสมาธิ ความมีวินัยในตนเอง
และการรู้จักตนเองมากขึ้น
เมื่อครูจัดการเรียนการสอนและการประเมินผลแล้ว
และมีความประสงค์จะตรวจสอบว่า ดําเนินการถูกต้องตามหลักการจัดการเรียนการสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสําคัญหรือไม่
ครูสามารถตรวจสอบด้วยตนเอง โดยใช้เกณฑ์มาตรฐานด้านกระบวนการ มาตรฐานที่ 18 ซึ่งมีตัวบ่งชี้ดังต่อไป
1. มีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนอย่างหลากหลาย
เหมาะสมกับธรรมทาง และสนองความต้องการของผู้เรียน
2. มีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่กระตุ้นให้ผู้เรียนรู้จักคิดวิเคราะห์
คิดสังเคราะห์ คิดสร้างสรรค์ คิดแก้ปัญหาและตัดสินใจ
3. มีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่กระตุ้นให้ผู้เรียนรู้จักศึกษาหาความรู้
แสวงหา คําตอบและสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง
4. มีการนําภูมิปัญญาท้องถิ่น
เทคโนโลยีและสื่อที่เหมาะสมมาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอน
5. มีการจัดกิจกรรมเพื่อฝึกและส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมของผู้เรียน
6. มีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาสุนทรียภาพอย่างครบถ้วน
ทั้งด้านดนตรี ศิลปะและกีฬา
7. ส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตย
การทํางานร่วมกับผู้อื่นและความรับผิดชอบต่อกลุ่ม ร่วมกัน
8. มีการประเมินพัฒนาการของผู้เรียนด้วยวิธีการหลากหลายและต่อเนื่อง
9. มีการจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนรักสถานศึกษาของตนและมีความกระตือรือร้น
ในการไปเรียน
สรุปว่า
การจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสําคัญ คือ การจัดการให้ผู้เรียนสร้าง
ความรู้ใหม่โดยผ่านกระบวนการคิดด้วยตนเอง
ทําให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยการลงมือปฏิบัติ เกิดความ เข้าใจ และสามารถนําความรู้ไปบูรณาการใช้ในชีวิตประจำวัน
และมีคุณสมบัติตามกับเป้าหมายของ การจัดการศึกษาที่ต้องการให้ผู้เรียนเป็นคนเก่ง
คนดี และมีความสุข
การประเมินผลเป็นกระบวนการสําคัญที่มีส่วนเสริมสร้างความสําเร็จให้กับผู้เรียน
และเป็น ส่วนหนึ่งของกระบวนการจัดการเรียนการสอน
การสอนและการประเมินผลจําเป็นต้องมีลักษณะ ที่สอดคล้องกัน
แต่ในการจัดการศึกษาที่ผ่านมากลับมีเหตุการณ์ที่ทําให้ดูเหมือนการสอนกับ
การประเมินผลเป็นคนละส่วนแยกจากกัน
การประเมินผลน่าจะเป็นกระบวนการที่ช่วยให้ครูได้ข้อมูล ที่จะนําไปใช้ประโยชน์ในการปรับปรุงกระบวนการจัดการเรียนการสอน
เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด กับผู้เรียน
แต่กลับกลายเป็นเครื่องมือตัดสินหรือตีตราความโง่ ความฉลาด สร้างความกดดัน
และเป็นทุกข์ให้กับผู้เรียน
ความสําเร็จหรือล้มเหลวของการเรียนรู้ถูกตัดสินในครั้งสุดท้ายของกระบวนการเรียนการสอน
โดยไม่ได้ให้ความสําคัญกับผลงานความสําเร็จหรือพัฒนาการที่มีเชื้น
ในระหว่างกระบวนการเรียนรู้ และนอกเหนือจากนั้น
กระบวนการที่ใช้วัดและประเมินผลการเรียนรู้
ในบางครั้งก็ไม่ได้กระทําอย่างสอดคล้องกับพฤติกรรมการเรียนรู้ที่ต้องการวัดจริง
เพราะครูมักจะเลย ชินกับการใช้เครื่องมือวัดเพียงอย่างเดียว คือ การใช้แบบทดสอบ
ซึ่งมีข้อจํากัดในการวัดและ ประเมินผลการเรียนรู้ทางด้านเจตพิสัย และทักษะพิสัย
ดังนั้น เมื่อมีการปฏิรูปการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียน
เป็นสําคัญแล้วก็มีความจําเป็นที่จะต้องปฏิรูปกระบวนการวัดและประเมินผลใหม่ด้วยให้สอดคล้อง
อัน ซึ่งผู้รู้ในวงการศึกษาได้ยอมรับกันว่า
แนวคิดในการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ที่เหมาะสม คือ
การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนตามสภาพจริง
ดังจะได้กล่าวถึงในรายละเอียดต่อไป
การวัดและประเมินผลเป็นส่วนสําคัญของการจัดการเรียนการสอน ดังนั้น
เมื่อการจัดการ เรียนการสอนตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มุ่งให้ผู้เรียนแต่ละคนได้พัฒนา เต็มศักยภาพ
การวัดและประเมินผลจึงต้องปรับเปลี่ยนไป ให้มีลักษณะเป็นการประเมินผลที่เน้น
ฝ่ายนเป็นสําคัญและประเมินผลตามสภาพจริงด้วย
การประเมินผลตามสภาพจริง
เป็นการประเมินผลผู้เรียนรอบด้านตามสภาพจริงของผู้เรียน มีลักษณะสําคัญดังนี้
1. เน้นการประเมินที่ดําเนินการไปพร้อม ๆ
กับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ซึ่ง สามารถทําได้ตลอดเวลา ทุกสภาพการณ์
2. เน้นการประเมินที่ยึดพฤติกรรมการแสดงออกของผู้เรียนจริงๆ
3. เน้นการพัฒนาจุดเด่นของผู้เรียน
4. ใช้ข้อมูลที่หลากหลาย
ด้วยเครื่องมือที่หลากหลายและสอดคล้องกับวิธีการประเมิน
ตลอดจนจุดประสงค์ในการประเมิน
5. เน้นคุณภาพผลงานของผู้เรียนที่เกิดจากการบูรณาการความรู้
ความสามารถหลายๆ ด้าน
6. การประเมินด้านความคิด เน้นความคิดเชิงวิเคราะห์
สังเคราะห์
7. เน้นให้ผู้เรียนประเมินตนเอง และการมีส่วนร่วมในการประเมินของผู้เรียน ผู้ปกครอง
7. เน้นให้ผู้เรียนประเมินตนเอง และการมีส่วนร่วมในการประเมินของผู้เรียน ผู้ปกครอง
การวัดและประเมินผลตามสภาพจริงเป็นการประเมินการแสดงออกของผู้เรียนรอบด้าน
ตลอดเวลา ใช้ข้อมูลและวิธีการหลากหลาย ด้วยวิธีการและเครื่องมือ ดังนี้
1. ศึกษาวัตถุประสงค์ของการประเมิน
เป็นการประเมินเพื่อพัฒนาผู้เรียนรอบด้าน ดังนั้น จึงใช้วิธีการที่หลากหลาย
ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ เช่น การสังเกต สัมภาษณ์ การตรวจผลงาน การทดสอบ
บันทึกจากผู้เกี่ยวข้อง การรายงานตนเองของผู้เรียน แฟ้มสะสมงาน เป็นต้น
2. กําหนดเครื่องมือในการประเมิน
เมื่อกําหนดวัตถุประสงค์ของการประเมิน ให้เป็น
ประเมินพัฒนาการของผู้เรียนรอบด้านตามสภาพจริงแล้ว ในการกําหนดเครื่องมือจึงเป็นเครื่อง
หลากหลาย เป็นต้นว่า
- การบันทึกข้อมูล จากการศึกษา
ผลงาน โครงงาน หนังสือที่ผู้เรียนผลิต แบบบันทึก ต่างๆ ได้แก่ แบบบันทึกความรู้สึก
บันทึกความคิด บันทึกของผู้เกี่ยวข้อง (นักเรียน เพื่อน ผู้ปกครอง)
หลักฐานร่องรอยหรือผลงานจากการร่วมกิจกรรม เป็นต้น
- แบบสังเกต
เป็นการสังเกตพฤติกรรมการร่วมกิจกรรมในสถานการณ์ต่างๆ
- แบบสัมภาษณ์ เป็นการสัมภาษณ์ความรู้สึก
ความคิดเห็น ทั้งตัวผู้เรียน และผู้เกี่ยวข้อง
- แฟ้มสะสมงาน
เป็นสื่อที่รวบรวมผลงานหรือตัวอย่างหรือหลักฐานที่แสดงถึง ผลสัมฤทธิ์ ความสามารถ
ความพยายาม หรือความถนัดของบุคคลหรือประเด็นสําคัญที่ต้องเก็บไว้อย่างเป็นระบบ
- แบบทดสอบ เป็นเครื่องมือวัดความรู้ ความเข้าใจที่ยังคงมีความสําคัญต่อการประเมิน
สำหรับผู้ประเมิน ประกอบด้วย ผู้เรียนประเมินตนเอง ครู เพื่อนกลุ่มเพื่อน
ผู้ปกครอง และผู้เกี่ยวข้อง กับนักเรียน
การนำแนวคิดการประเมินผลผู้เรียนตามสภาพจริงไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน
มีแนว ปฏิบัติ ดังนี้
1. ก่อนนําไปใช้
ครูต้องเรียนรู้เกี่ยวกับแนวทางการประเมินตามสภาพจริง ที่สําคัญที่สุด คือ
การศึกษาด้วยตนเองและลงมือปฏิบัติจริง พัฒนาความรู้จากการลงมือปฏิบัติ
2. การแนะนําให้ผู้เรียนจัดทําแฟ้มสะสมงานแฟ้มสะสมงานของผู้เรียน
นอกจากจะแสดง พัฒนาการของผู้เรียนแล้ว ยังเป็นการสะท้อนการสอนของครู
เพื่อจะนําไปปรับปรุงการเรียนการสอน ต่อไป
2.1 หลักการเบื้องต้นของการจัดทําแฟ้มสะสมงาน มีดังนี้
1. รวบรวมผลงานที่แสดงถึงพัฒนาการด้านต่าง
ๆ
2. รวบรวมผลงานที่แสดงลักษณะเฉพาะของผู้เรียน
3. ดําเนินการควบคู่กับการเรียนการสอน
4. เก็บหลักฐานที่เป็นตัวอย่างที่แสดงความสามารถในด้านกระบวนการและผลผลิต
5. มุ่งเน้นในสิ่งที่ผู้เรียนเรียนรู้
2.2 ความสําคัญของแฟ้มสะสมงาน คือ
การรวบรวมข้อมูลของผู้เรียน ทําให้ครูได้ข้อมูลทีมีประโยชน์เกี่ยวกับพัฒนาการการเรียนรู้ของผู้เรียนรายบุคคล
และนําเอาข้อมูลดังกล่าวมาใช้ปรับปรุง การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียน
เพื่อพัฒนาผู้เรียนแต่ละคนได้เต็มศักยภาพของตนเอง
อ้างอิง
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. พิจิตรา ธงพานิช. วิชาการออกแบบและการจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียน.
โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยศิลปากร
วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ นครปฐม, 2560





ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น