สัปดาห์ที่6



  1. รูปแบบการเรียนการสอนที่เป็นสากล

        1.1 ความหมายของรูปแบบ (Model)
 
 
ทิศนา แขมมณี (2545: 221-296) กล่าวว่า จากการสังเกตและวิเคราะห์ผลงานของนักการศึกษาผู้ค้นคิดระบบและรูปแบบการจัดการเรียนการสอนต่าง ๆ พบว่านักการศึกษานิยมใช้คำว่า ระบบ ในความหมายที่เป็นระบบใหญ่ๆ เช่นระบบการศึกษา หรือถ้าเป็นระบบการเรียนการสอน ก็จะครอบคลุมองค์ประกอบสำคัญ ๆ ของการเรียนการสอนในภาพรวม และนิยมใช้คำว่า รูปแบบ กับระบบที่ย่อยกว่า โดยเฉพาะกับวิธีสอน ซึ่งเป็นองค์ประกอบย่อยที่สำคัญของระบบการเรียนการสอน ดังนั้นการนำวิธีสอนใด ๆ มาจัดทำอย่างเป็นระบบตามหลักและวิธีการจัดระบบแล้ว วิธีสอนนั้นก็จะกลายเป็น ระบบวิธีสอน หรือที่นิยมเรียกว่า รูปแบบการเรียนการสอน
รูปแบบเป็นรูปธรรมของความคิดที่เป็นนามธรรม ซึ่งบุคคลแสดงออกมาในลักษณะใด ลักษณะหนึ่ง เช่น เป็นคําอธิบาย เป็นแผนผัง ไดอะแกรม หรือแผนภาพ เพื่อช่วยให้ตนเองและบุคคล อื่นสามารถเข้าใจได้ชัดเจนขึ้น
รูปแบบเป็นเครื่องมือทางความคิดที่บุคคลใช้ในการสืบสอบหาคําตอบความรู้ ความเข้าใจในปรากฏการณ์ทั้งหลาย ปกติการศึกษาวิจัยเรื่องใดๆ ก็ตาม ผู้ศึกษาจะต้องตั้งคําถามที่ ต้องการคําตอบ ซึ่งในกระบวนการวิจัยจะมีการตั้งสมมติฐานหรือชุดของสมมติฐานขึ้นมา ซึ่งก็คือ คําตอบที่คาดคะเนไว้ล่วงหน้า สมมติฐานเหล่านี้มักจะได้มาจากข้อความรู้หรือข้อค้นพบที่ผ่านมา หรืออาจจะเกิดจากประสบการณ์หรือการหยั่งรู้ (intuition) ของผู้ศึกษาวิจัยหรืออาจจะเกิดจากทฤษฎี หลักการต่างๆ สมมติฐานเป็นข้อความที่บ่งบอกถึงความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบหรือตัวแปร ต่างๆ ของเรื่องสถานการณ์ปัญหานั้นๆ ซึ่งจะยังคงเป็นเพียงเครื่องมือในการแสวงหาคําตอบนั้นๆ ซึ่งจะยังคงเป็นเพียงเครื่องมือในการแสวงหาคําตอบเท่านั้นจนกว่าจะได้รับการนําไปพิสูจน์ทดสอบ หากสมมติฐานเป็นจริง ข้อความนั้นจะสามารถนําไปใช้ในการทํานาย หรืออธิบายปรากฏการณ์นั้นๆ ได้ รูปแบบเช่นเดียวกันกับสมมติฐานที่บุคคลอาจสร้างขึ้นจากความคิด ประสบการณ์ การใช้ อุปมาอุปไมย หรือจากทฤษฎีและหลักการต่างๆ ได้ แต่รูปแบบไม่ใช่ทฤษฎี ดีฟส์ (Keeves J., 1997 : 386 – 387) รูปแบบโดยทั่วไปจะต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญดังนี้
1. รูปแบบจะต้องนำไปสู่การทำนาย (prediction) ผลที่ตามมา ซึ่งสามารถพิสูจน์ ทดสอบได้ กล่าวคือ สามารถนำไปสร้างเครื่องมือเพื่อไปพิสูจน์ทดสอบได้
2. โครงสร้างของรูปแบบจะต้องประกอบด้วยความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ (causal relationship) ซึ่งสามารถใช้อธิบายปรากฏการณ์เรื่องนั้นได้
3. รูปแบบจะต้องสามารถช่วยสร้างจินตนาการ (Imagination) ความคิดรวบยอด (concept) และความสัมพันธ์ (interrelations) รวมทั้งช่วยขยายขอบเขตการสืบเสาะความรู้
4. รูปแบบควรจะประกอบด้วยความสัมพันธ์เชิงโครงสร้าง (structural relationships) มากกว่า ความสัมพันธ์เชิงเชื่อมโยง (associative relationships)
รูปแบบ (Model) ที่ใช้กันอยู่โดยทั่วไปมี แบบ หรือ ลักษณะ คือ (Kaplan, 1964 อ้างถึงใน Keeves, 1997 : 386 - 387)
1. รูปแบบเชิงเปรียบ (Analogue Model) ได้แก่ ความคิดที่แสดงออกใน ของการเปรียบเทียบสิ่งต่างๆ อย่างน้อย 2 สิ่งขึ้นไป รูปแบบลักษณะนี้ใช้กันมากทางด้านวิทยา กายภาพ สังคมศาสตร์และพฤติกรรมศาสตร์
2. รูปแบบเชิงภาษา (Semantic Model) ได้แก่ ความคิดแสดงออกผ่านทางการใช้ภาษา (พูดและเขียน) รูปแบบลักษณะนี้ใช้กันมากทางด้านศึกษาศาสตร์
3. รูปแบบเชิงคณิตศาสตร์ (Mathematical Model) ได้แก่ ความคิดที่แสดงออกผ่าน สูตรคณิตศาสตร์ ซึ่งส่วนมากจะเกิดขึ้นหลังจากได้รูปเชิงภาษาแล้ว
4. รูปแบบเชิงแผนผัง (Schematic Model) ได้แก่ ความคิดที่แสดงออกผ่านทางแผน แผนภาพ ไดอะแกรม กราฟ เป็นต้น
5. รูปแบบเชิงสาเหตุ (Causal Model) ได้แก่ ความคิดที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ เชิงสาเหตุระหว่างตัวแปรต่างๆ ของสถานการณ์ปัญหาใดๆ รูปแบบด้านศึกษาศาสตร์ มักจะเป็นแบบนี้เป็นส่วนใหญ่
จากข้อความข้างต้น จะเห็นได้ว่า รูปแบบทางด้านศึกษาศาสตร์ มักจะเป็นรูปแบบเชิง สาเหตุ และการใช้คำว่ารูปแบบการเรียนการสอนมีความหมายในลักษณะเดียวกันกับระบบการเรียน การสอน หากพิจารณาตามนัยของคุณสมบัติอันเป็นองค์ประกอบสำคัญ กล่าวคือ เป็นลักษณะ ของการเรียนการสอนที่จัดขึ้นอย่างเป็นระบบระเบียบตามปรัชญา ทฤษฎี หลักการ หรือความเชื่อ ต่างๆ โดยมีความครอบคลุมองค์ประกอบที่สำคัญๆ ของการศึกษาหรือการเรียนการสอนในภาพรวม และนิยมใช้คำว่า “รูปแบบ” กับระบบที่ย่อยกว่า โดยเฉพาะกับ “วิธีการสอน” นั่นเอง
ด้วยเหตุดังกล่าวจึงสามารถให้คำนิยามได้ว่า “รูปแบบการเรียนการสอน คือ สภาพ ลักษณะของการเรียนการสอนที่ครอบคลุมองค์ประกอบสำคัญซึ่งได้รับการจัดไว้อย่างเป็นระเบียบ ตามหลักปรัชญา ทฤษฎี หลักการ แนวคิด หรือความเชื่อต่างๆ โดยประกอบด้วย กระบวนการหรือ ขั้นตอนสำคัญในการเรียนการสอน รวมทั้งวิธีสอนและเทคนิคการสอนต่างๆ ที่สามารถช่วยให้สภาพ การเรียนการสอนนั้นเป็นไปตามทฤษฎี หลักการหรือแนวคิดที่ยึดถือและได้รับการพิสูจน์ ทดสอบ หรือยอมรับว่ามีประสิทธิภาพ สามารถใช้เป็นแบบแผนในการเรียนการสอนให้บรรลุวัตถุประสงค์ เฉพาะของรูปแบบนั้นๆ” ดังนั้น รูปแบบการเรียนการสอนจึงจําเป็นต้องมีองค์ประกอบสําคัญๆ ดังนี้
ก. มีปรัชญา ทฤษฎี หลักการ แนวคิด หรือความเชื่อที่เป็นพื้นฐานหรือเป็นหลักของ รูปแบบการสอนนั้นๆ
ข. มีการบรรยายและอธิบายสภาพหรือลักษณะของการจัดการเรียนการสอนที่สอด กับหลักการที่ยึดถือ
ค. มีการจัดระบบ คือ มีการจัดองค์ประกอบ คือ มีการจัดองค์ประกอบและความสมขององค์ประกอบของระบบให้สามารถนําผู้เรียนไปสู่เป้าหมายของระบบหรือกระบวนการนั้นๆ
ง. มีการอธิบายหรือให้ข้อมูลเกี่ยวกับวิธีสอนและเทคนิคการสอนต่างๆ อันจะช่วยให้ กระบวนการเรียนการสอนนั้นๆ เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
รูปแบบการเรียนการสอนจะต้องได้รับการพิสูจน์ทดสอบ สามารถทํานายผลที่จะเกิด ตามมาได้ และมีศักยภาพในการสร้างความคิดรวบยอดและความสัมพันธ์ใหม่ๆ ได้

        1.2 รูปแบบการเรียนการสอนและระบบการเรียนการสอน
    
ในการจัดระบบใดๆ ก็ตาม ย่อมต้องมีการกําหนดองค์ประกอบและจัดองค์ประกอบของ ระบบให้มีความสัมพันธ์กันอย่างดี เพื่อนําไปสู่จุดมุ่งหมายที่ต้องการ ซึ่งอาจจะจัดในกรอบความคิด ของตัวป้อน กระบวนการกลไกควบคุม ผลผลิต และข้อมูลป้อนกลับ หรือจัดความสัมพันธ์ ขององค์ประกอบของระบบนั้นให้เป็นไปตามลำดับขั้นตอนที่จะช่วยให้ระบบนั้นมีประสิทธิภาพ ดังนั้นระบบการจัดการเรียนการสอนก็คือ องค์ประกอบต่างๆ ของการเรียนการสอนที่ได้รับการจัดไว้ ให้มีความสัมพันธ์และส่งเสริมกันอย่างเป็นระเบียบ เพื่อช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนตามจุดมุ่งหมายที่ กำหนดไว้ ระบบการจัดการเรียนการสอนเป็นระบบย่อยของระบบการศึกษา และอาจจัดได้ใน ลักษณะที่เป็นระบบใหญ่ คือเป็นระบบที่ครอบคลุมองค์ประกอบของการเรียนการสอนมาจัดเป็น ระบบย่อยๆ ลงไปอีกก็ได้
ส่วนรูปแบบการเรียนการสอนนั้น หมายถึง “สภาพหรือลักษณะของการจัดการเรียนการ สอนนั้น อย่างเป็นระบบระเบียบตามหลักปรัชญา ทฤษฎี หลัก แนวคิด หรือความเชื่อต่างๆ โดยมีการ จัดกระบวนการหรือขั้นตอนในการเรียนการสอนโดยอาศัยวิธีสอนและเทคนิคการสอนต่างๆ เข้าไป ช่วยทําให้สภาพการเรียนการสอนนั้นเป็นไปตามหลักการที่ยึดถือ และได้รับการพิสูจน์และทดสอบ แล้วว่ามีประสิทธิภาพ สามารถใช้เป็นแบบแผนได้
เมื่อเป็นเช่นนี้ จะเห็นได้ว่า กระบวนการจัดการเรียนการสอนใดจะกลายเป็นรูปแบบได้ นั้น ก็จะต้องผ่านการจัดองค์ประกอบต่างๆ ให้เป็นระบบเสียก่อน ซึ่งก็แน่นอนว่าในการจัดระบบ จะต้องคํานึงถึงทฤษฎีและหลักการรวมทั้งสภาพการณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นระบบจะจัดการเรียน การสอนกับรูปแบบการเรียนการสอนจึงมีความหมายที่แท้จริงตรงกันในสาระหลักที่สําคัญด้วยเหตุนี้ เราจึงมักเห็นการใช้คํา 2 คํานี้สลับทดแทนกันบ่อยๆ
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าคําทั้งสองจะมีความในสาระหลักเหมือนกัน แต่ถ้าสังเกตและ วิเคราะห์จากการใช้กันโดยทั่วๆ ไปแล้วจะเห็นได้ว่า มีความนิยมในการใช้แตกต่างกันไปบ้าง ดังที่ได้ กล่าวไว้ข้างต้นว่า “ระบบการจัดการเรียนการสอนเป็นระบบย่อยของระบบการศึกษา และอาจจัดได้ ในลักษณะที่เป็นระบบใหญ่ ซึ่งครอบคลุมองค์ประกอบย่อยๆ ของการเรียนการสอนมาจัดเป็นระบบ ย่อยๆ ลงไปอีกก็ได้” จากการสังเกตและวิเคราะห์ผลงานของนักการศึกษาผู้ค้นคิดระบบและรูปแบบ การจัดการเรียนการสอนต่างๆ พบว่า นักศึกษานิยมใช้คําว่า “ระบบ ในความหมายที่เป็นระบบใหญ่เช่น ระบบการศึกษา หรือถ้าเป็นระบบการเรียนการสอน ก็จะครอบคลุมองค์ประกอบสําคัญ การเรียนการสอนในภาพรวม และนิยมใช้ คําว่า “รูปแบบ” กับระบบที่ย่อยกว่า โดย “วิธีสอน” ซึ่งเป็นองค์ประกอบย่อยที่สําคัญของระบบการเรียนการสอน ดังนั้นการนําวิธีการ สอนใดๆ มาจัดทําอย่างมีระบบตามหลักและวิธีการจัดระบบแล้ว วิธีการสอนนั้นก็ “ระบบวิธีสอน” หรือที่นิยมเรียกว่า “รูปแบบการเรียนการสอน
ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า ระบบการจัดการเรียนการสอน กับรูปแบบการจัดการเรียนการ นั้น มีความหมายเหมือนกัน แต่นิยมใช้ต่างกันในแง่ของระบบใหญ่และระบบย่อย ระบบการ เรียนการสอนนิยมใช้กับระบบใหญ่ซึ่งครอบคลุมองค์ประกอบสําคัญของการเรียนการสอน ภาพรวม ส่วนรูปแบบการเรียนการสอนนิยมใช้กับระบบที่ย่อยกว่า เช่น ระบบวิธีสอนแนนผ่าน ในหัวข้อต่อไปจะเสนอตัวอย่างระบบวิธีสอนหรือรูปแบบการเรียนการสอนหรือรูปแบบการเรี. การสอนแบบต่างๆ ที่สําคัญเพื่อช่วยให้เกิดความเข้าใจขึ้น และช่วยให้แนวทางที่จะจะสามาร นําไปใช้ประโยชน์ต่อไป

         1.3 รูปแบบการเรียนการสอนที่เป็นสากล
รูปแบบการเรียนการสอนที่เป็นสากลซึ่งผู้เขียนได้คัดเลือกมากล่าวในบทนี้ล้วนได้รับ การพิสูจน์ทดสอบประสิทธิภาพมาแล้ว และมีผู้นิยมนําไปใช้ในการเรียนการสอนโดยทั่วไป แต่เนื่องจากรูปแบบการเรียนการสอนดังกล่าวมีจํานวนมาก เพื่อความสะดวกในการศึกษาและ นําไปใช้ ผู้เขียนจึงได้จัดหมวดหมู่ของรูปแบบเหล่านั้นตามลักษณะของวัตถุประสงค์เฉพาะหรือ เจตนารมณ์ของรูปแบบ ซึ่งสามารถจัดกลุ่มได้เป็น 5 หมวดดังนี้
1. รูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นการพัฒนาด้านพุทธิพิสัย (cognitive domain)
2. รูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นการพัฒนาด้านจิตพิสัย (affective domain)
3. รูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นการพัฒนาด้านทักษะพิสัย (psycho motor domain)
4. รูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นการพัฒนาทักษะกระบวนการ (process skills)
5. รูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นการบูรณาการ (integration)
เนื่องจากจํานวนรูปแบบและรายละเอียดของแต่ละรูปแบบมีมากเกินกว่าที่จะนําเสนอไว้ ในที่นี้ได้ทั้งหมด ผู้เขียนจึงได้คัดสรร และนําเสนอเฉพาะรูปแบบที่ผู้เขียนประเมินว่า เป็นรูปแบบที่ จะเป็นประโยชน์ต่อครูส่วนใหญ่และมีโอกาสนําไปใช้ได้มาก โดยผู้เขียนจะเสนอเฉพาะสาระที่เป็น แก่นสําคัญของรูปแบบ 4 ประการ คือ ทฤษฎีหรือหลักการของรูปแบบ วัตถุประสงค์ของรูปแบบ กระบวนการของรูปแบบ และผลที่จะได้รับจากการใช้รูปแบบ ซึ่งจะช่วยให้ผู้อ่านได้ภาพของรูปแบบ อันจะช่วยให้ตัดสินใจในเบื้องต้นได้ว่าแบบใดมีลักษณะตรงกับความต้องการของตนหากตัดสินใจแล้วต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมในรูปแบบใด สามารถนําไปศึกษาเพิ่มเติมได้จาก หนังสือซึ่งให้รายชื่อไว้ในบรรณานุกรม
อนึ่ง รูปแบบการเรียนการสอนที่นําเสนอนี้ ล้วนเป็นรูปแบบการเรียนการสอนที่มี ลักษณะยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางทั้งสิ้น เพียงแต่มีความแตกต่างกันตรงจุดของด้านที่ต้องการพัฒนาใน ตัวผู้เรียน และปริมาณของการมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียนซึ่งมีมากน้อยแตกต่างกัน อย่างไรก็ตามท่านผู้อ่านจึงระลึกอยู่เสมอว่า แม้รูปแบบแต่ละหมวดหมู่จะมีจุดเน้นที่แตกต่างกัน ก็มิได้หมายความว่า รูปแบบนั้นไม่ได้ใช้หรือพัฒนาความสามารถทางด้านอื่นๆ เลย อันที่จริงแล้ว การสอนแต่ละครั้งมักประกอบไปด้วยองค์ประกอบทางด้านพุทธิพิสัย จิตพิสัย และทักษะพิสัย รวมทั้งทักษะกระบวนการทางสติปัญญา เพราะองค์ประกอบทั้งหมดมีความเกี่ยวพันกันอย่างใกล้ชิด การจัดหมวดหมู่ของรูปแบบเป็นเพียงเครื่องแสดงให้เห็นว่า รูปแบบนั้นมีวัตถุประสงค์หลักมุ่งเน้นไป ทางหนึ่งเท่านั้น แต่ส่วนประกอบด้านอื่นๆ ก็ยังคงมีอยู่ เพียงแต่จะมีน้อยกว่าจุดเน้นเท่านั้น

  1. รูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นการพัฒนาด้านพุทธิพิสัย(Cognitive Domain)
รูปแบบการเรียนการสอนในหมวดนี้ เป็นรูปแบบการเรียนการสอนที่มุ่งช่วยให้ ผู้เรียนเกิดความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาสาระต่างๆ ซึ่งเนื้อหาสาระนั้นอาจอยู่ในรูปของข้อมูล ข้อเท็จจริง มโนทัศน์ หรือความคิดรวบยอด รูปแบบที่คัดเลือกมานำเสนอในที่นี้มี 5 รูปแบบดังนี้
1.1 รูปแบบการเรียนการสอนมโนทัศน์
1.2 รูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดของกานเย ๆ ขึ้น
1.3 รูปแบบการเรียนการสอนโดยการนําเสนอมโนทัศน์กว้างล่วงหน้า 
1.4 รูปแบบการเรียนการสอนเน้นความจํา
        1.5 รูปแบบการเรียนการสอนโดยใช้ผังความคิด

           1.1 รูปแบบการเรียนการสอนมโนทัศน์(Concept Attainment Model)
ก. ทฤษฎีหลักการ/แนวคิดของรูปแบบ
จอยส์และวีล (Joyce & Weil,1996 : 161 - 178) พัฒนารูปแบบนี้ขึ้นโดยใช้ แนวคิดของบรุนเนอร์ก็ดนาว และออสติน (Bruner, Goodnow, and Austin) เกี่ยวกับการเรียนรู้มโนทัศน์ที่ว่า  "Concept attainment is the search for and listing of attributes that can be used to distinguish exemplars from nonexemplars of various categories” (Bruner et al., 1967:233) ซึ่งหมายความว่า การเรียนรู้มโนทัศน์ของสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้น สามารถทำได้โดยการค้นหาคุณสมบัติ เฉพาะที่สำคัญของสิ่งนั้น เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการจำแนกสิ่งที่ใช่และไม่ใช่สิ่งนั้นออกจากกันได้
ข. วัตถุประสงค์ของรูปแบบ
เพื่อช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้มโนทัศน์ของเนื้อหาสาระต่างๆ และสามารถให้คำนิยามของมโนทัศน์นั้นด้วยตนเอง
ค. กระบวนการเรียนการสอนรูปแบบ
ขั้นที่ 1 ผู้สอนเตรียมข้อมูลสําหรับให้ผู้เรียนฝึกหัดจําแนก
1. ผู้สอนเตรียมข้อมูล 2 ชุด ชุดหนึ่งเป็นตัวอย่างของ สอน อีกชุดหนึ่งไม่ใช้ตัวอย่างของมโนทัศน์ที่ต้องการสอนชุดหนึ่งเป็นตัวอย่างของมโนทัศน์ที่ต้องสอนจะต้องเลือกหาตัวอย่างที่
2. ในการเลือกตัวอย่างข้อมูล 2 ชุดข้างต้น ผู้สอนจะต้องเลือก มีจํานวนมากพอที่จะครอบคลุมลักษณะของมโนทัศน์ที่ต้องการนั้น
3. ถ้ามโนทัศน์ที่ต้องการสอนเป็นเรื่องยากและซับซ้อนหรือเป็นนามธรรมอาจใช้วิธีการยกเป็นตัวอย่างเรื่องสั้นๆ ที่ผู้สอนแต่งขึ้นเองนําเสนอแก่ผู้เรียน
4. ผู้สอนเตรียมสื่อการสอนที่เหมาะสมจะใช้ประกอบการนําเสนอตัวอย่าง มโนทัศน์เพื่อแสดงให้เห็นลักษณะต่างๆ ของมโนทัศน์ที่ต้องการสอนอย่างชัดเจน
ขั้นที่ 2 ผู้สอนอธิบายกติกาในการเรียนให้ผู้เรียนรู้และเข้าใจตรงกัน
ผู้สอนชี้แจงวิธีการเรียนรู้ให้ผู้เรียนเข้าใจก่อนเริ่มกิจกรรม โดยอาจสาธิตวิธีการและให้ผู้เรียนลองทําตามที่ผู้สอนบอกจนกระทั้งผู้เรียนเกิดความเข้าใจพอสมควร
ขั้นที่ 3 ผู้สอนเสนอข้อมูลตัวอย่างของมโนทัศน์ที่ต้องการสอน และข้อมูลที่ ไม่ใช้ตัวอย่างของมโนทัศน์ที่ต้องการสอน
การนําเสนอข้อมูลตัวอย่างนี้ทําได้หลายแบบแต่ละแบบมีจุดเด่น จุดด้อย ดังต่อไปนี้
1. นําเสนอข้อมูลที่เป็นตัวอย่างของสิ่งที่จะสอนทีละข้อมูลจนหมดทั้งชุด โดย บอกให้ผู้เรียนรู้ว่าเป็นตัวอย่างของสิ่งที่จะสอนแล้วตามด้วยการเสนอข้อมูลที่ไม่ใช่ตัวอย่างของสิ่งที่ จะสอนทีละข้อมูล จนครบหมดทั้งชุดเช่นกัน โดยบอกให้ผู้เรียนรู้ว่าตัวอย่างชุดหลังนี้ไม่ใช่สิ่งที่จะ สอน ผู้เรียนจะต้องสังเกตตัวอย่างทั้ง 2 ชุด และคิดหาคุณสมบัติร่วมและคุณสมบัติที่แตกต่างกัน เทคนิควิธีนี้สามารถช่วยให้ผู้เรียนสร้างมโนทัศน์ได้เร็ว แต่ใช้กระบวนการคิดน้อย
2. เสนอข้อมูลที่ใช่และไม่ใช่ตัวอย่างของสิ่งที่จะสอนสลับกันไปจนครบ เทคนิควิธีนี้จะช่วยสร้างมโนทัศน์ได้ช้ากว่าเทคนิคแรกแต่ได้ใช้กระบวนการคิดมากกว่า เสนอข้อมูลที่เหลือทั้งหมดทีละข้อมูล โดยให้ผู้เรียนตอบว่าข้อมูลแต่ละข้อมูลที่เหลือนั้นใช้
3. เสนอข้อมูลที่ใช่และไม่ใช่ตัวอย่างของสิ่งที่จะสอนอย่างละ 1 ข้อมูล แล้วเสนอมูลที่เหลือนั้นใช่หรือไม่ใช่ โดยให้ผู้เรียนตอบว่าข้อมูลที่เหลือนั้นใช่หรือไม่ใช่ตัวอย่างที่จะสอน เมื่อผู้เรียนตอบ ผู้สอนจะเฉลยว่าผู้เรียนตอบถูกหรือผิด วิธีนี้ผู้เรียนจะได้ใช้ กระบวนการคิดในการทดสอบสมมติฐานของตนไปทีละขั้นตอน
4. เสนอข้อมูลที่ใช่และไม่ใช่ตัวอย่างสิ่งที่จะสอนอย่างละ 1 ข้อมูล แล้วให้ ผู้เรียนช่วยกันยกตัวอย่างข้อมูลที่ผู้เรียนคิดว่าใช่ตัวอย่างของสิ่งที่จะสอน โดยผู้สอนจะเป็นผู้ตอบว่า ใช่หรือไม่ใช่วิธีนี้ผู้เรียนจะมีโอกาสคิดมากขึ้นอีก
ขั้นที่ 4 ให้ผู้เรียนบอกคุณสมบัติเฉพาะของสิ่งที่ต้องการสอน
จากกิจกรรมที่ผ่านมาในขั้นต้นๆ ผู้เรียนจะต้องพยายามหาคุณสมบัติเฉพาะ ของตัวอย่างที่ใช่และไม่ใช่สิ่งที่ผู้สอนต้องการสอนและทดสอบคําตอบของตน หากคําตอบของตนผิด ผู้เรียนก็จะต้องหาคําตอบใหม่ ซึ่งก็หมายความว่าต้องเปลี่ยนสมมติฐานที่เป็นของคําตอบเดิม ด้วยวิธีนี้ ผู้เรียนจะค่อยๆ สร้างความคิดรวบยอดของสิ่งนั้นขึ้นมา ซึ่งก็มาจากคุณสมบัติเฉพาะของสิ่งนั้นนั่นเอง
ขั้นที่ 5 ให้ผู้เรียนสรุปและให้คําจํากัดความของสิ่งที่ต้องการสอน
เมื่อผู้เรียนได้รายการของคุณสมบัติเฉพาะของสิ่งที่ต้องการสอนแล้ว ผู้สอน ให้ผู้เรียนช่วยกันเรียบเรียงให้เป็นคํานิยามหรือคําจํากัดความ
ขั้นที่ 6 ผู้สอนและผู้เรียนอภิปรายร่วมกันถึงวิธีการที่ผู้เรียนใช้ในการหาคำตอบให้ผู้เรียนได้เรียนรู้เกี่ยวกับกระบวนการคิดของตัวเอง
ง. ผลที่ผู้เรียนจะได้รับจากการเรียนตามรูปแบบ
เนื่องจากผู้เรียนเกิดการเรียนรู้มโนทัศน์ จากการคิด วิเคราะห์ และตัวอย่างที่ หลากหลาย ดังนั้นผลที่ผู้เรียนจะได้รับโดยตรงคือ จะเกิดความเข้าใจในมโนทัศน์นั้น และได้เรียนรู้ ทักษะการใช้มโนทัศน์ซึ่งสามารถนําไปใช้ในการทําความเข้าใจมโนทัศน์อื่นๆ ต่อไปได้ รวมทั้งช่วย พัฒนาทักษะการใช้เหตุผลโดยการอุปนัย (inductive reasoning) อีกด้วย

 1.2 รูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดของกานเย (Gagne”s Instructional Model)
ก. ทฤษฎีหลักการ/แนวคิดของรูปแบบ
กานเย่ (Gagne, 1985 : 70 - 90) ได้พัฒนาทฤษฎีเงื่อนไขการเรียนรู้ (Conditions of Learning) ซึ่งมี 2ส่วนใหญ่ๆ คือ ทฤษฎีการเรียนรู้และทฤษฎีการจัดการเรียนการสอน ทฤษฎีการเรียนรู้ของกานเยอธิบายว่า ปรากฏการณ์การเรียนรู้มีองค์ประกอบ 2 ส่วนคือ
1. ผลการเรียนรู้หรือความสามารถด้านต่างๆ ของมนุษย์ ซึ่งมีอยู่ 5 ประเภท คือ ทักษะทางปัญญา (intellectual skills) ซึ่งประกอบด้วยการจําแนกแยกแยะ การสร้างความคิดรวบ ยอด การสร้างกฎ การสร้างกระบวนการหรือกฎชั้นสูง ความสามารถด้านต่อไปคือ กลวิธีในการ เรียนรู้ (cognitive strategy) ภาษาหรือคําพูด (verbal information) ทักษะการเคลื่อนไหว (motor skills) และเจตคติ (attitudes)
2. กระบวนการเรียนรู้และการจดจำของมนุษย์ มนุษย์มีกระบวนการการจัดการกับ ข้อมูลที่สะสมไว้มาพิจารณาเลือกจัดกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง และขณะที่กระบวนการจัดกระทำข้าว ภายในสมองกำลังเกิดขึ้น เหตุการณ์ภายนอกร่างกายมนุษย์มีอิทธิพลต่อการส่งเสริมหรือการยันยัง เรียนรู้ที่เกิดขึ้นภายในได้ ดังนั้นในการจัดการเรียนการสอน กานเยจึงได้สรุปแนะว่า ควรมีการจัดสภาพการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับการเรียนรู้แต่ละประเภท ซึ่งมีลักษณะเฉพาะแตกต่างกัน ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ภายในสมอง โดยจัดสภาพการณ์ภายนอกให้เอื้อต่อกระบวนการเรียนรู้ภายในของผู้เรียน
ข. วัตถุประสงค์ของรูปแบบ
เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้เนื้อหาสาระต่างๆ ได้อย่างดี รวดเร็ว และสามารถ จดจําสิ่งที่เรียนได้นาน
ค. กระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบ
การเรียนการสอนตามรูปแบบของกานเย ประกอบด้วยการดําเนินการเป็น ลําดับขั้นตอนรวม 9 ขั้น ดังนี้
ขั้นที่ 1 กระตุ้นและดึงดูดความสนใจของผู้เรียน เป็นการช่วยให้ผู้เรียน สามารถรับสิ่งเร้า หรือสิ่งที่จะเรียนรู้ได้
ขั้นที่ 2 การแจ้งวัตถุประสงค์ของบทเรียนให้ผู้เรียนทราบ เป็นการช่วยให้ ผู้เรียนได้รับรู้ความคาดหวัง
ขั้นที่ 3 การกระตุ้นให้ระลึกถึงความรู้เดิม เป็นการช่วยให้ผู้เรียนดึงข้อมูลเดิม ที่อยู่ในหน่วยความจำระยะยาวให้มาอยู่หน่วยความจำเพื่อการใช้งาน (working memory) ซึ่งจะช่วยให้ ผู้เรียนเกิดความพร้อมในการเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เพิ่ม
ขั้นที่ 5 การให้แนวการเรียนรู้ หรือการจัดระบบข้อมูลให้มีความหมาย เพื่อ ช่วยให้ผู้เรียนสามารถทำความเข้าใจกับสาระที่เรียนได้ง่ายและเร็วขึ้น
ขั้นที่ 6 การกระตุ้นให้ผู้เรียนแสดงความสามารถ เพื่อให้ผู้เรียนมีโอกาส ตอบสนองต่อสิ่งเร้าหรือสาระที่เรียน ซึ่งจะช่วยให้ทราบถึงการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นในตัวผู้เรียน
ขั้นที่ 7 การให้ข้อมูลป้อนกลับ เป็นการให้การเสริมแรงแก่ผู้เรียน และข้อมูลที่ เป็นประโยชน์แก่ผู้เรียน
ขั้นที่ 8 การประเมินผลการแสดงออกของผู้เรียน เพื่อช่วยให้ผู้เรียนทราบว่า ตนเองสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ได้มากน้อยเพียงใด
ขั้นที่ 9 การเสริมสร้างความคงทนและการถ่ายโอนการเรียนรู้โดยการให้ โอกาสผู้เรียนได้มีการฝึกฝนอย่างเพียงพอและในสถานการณ์ที่หลากหลายเพื่อให้ผู้เรียนเกิดความ เข้าใจที่ลึกซึ้งขึ้น และสามารถถ่ายโอนการเรียนรู้ไปสู่สถานการณ์อื่นๆ ได้
ง. ผลที่ผู้เรียนจะได้รับจากการเรียนตามรูปแบบ
เนื่องจากการเรียนการสอนตามรูปแบบนี้ จัดขึ้นให้ส่งเสริมกระบวนการ เรียนรู้และจดจำของมนุษย์ ดังนั้น ผู้เรียนจะสามารถเรียนรู้สาระที่นำเสนอได้อย่างดี รวดเร็ว และ จดจำสิ่งที่เรียนรู้ได้นาน นอกจากนั้นผู้เรียนยังได้เพิ่มพูนทักษะในการจัดระบบข้อมูล สร้าง ความหมายของข้อมูล รวมทั้งการแสดงความสามารถของตนด้วย

1.3 รูปแบบการเรียนการสอน โดยการนําเสนอมโนทัศน์กว้างล่วงหน้า (Advance Organizer Model)
ก. ทฤษฎีหลักการ/แนวคิดของรูปแบบ
จอยส์และวีล (Joyce and Weil, 1996 : 295 - 278) พัฒนารูปแบบนี้ขึ้น โดยใช้ แนวคิดของออซูเบล (Ausubel) เกี่ยวกับการนําเสนอมโนทัศน์ล่วงหน้า (Advanced Organizer) เพื่อ การเรียนรู้อย่างมีความหมาย (meaningful verbal learning) ออซูเบลเชื่อว่า การเรียนรู้จะมีความหมาย เมื่อสิ่งที่เรียนรู้สามารถเชื่อมโยงกับความรู้เดิมของผู้เรียน ดังนั้นในการสอนสิ่งใหม่ สาระความรู้ใหม่ ผู้สอนควรวิเคราะห์หาความคิดรวบยอดย่อยๆ ของสาระที่จะนําเสนอ จัดทําผังโครงสร้างของ ความคิดรวบยอดเหล่านั้นแล้ววิเคราะห์หามโนทัศน์หรือความคิดรวบยอดที่กว้างครอบคลุมความคิด รอบยอดย่อยๆ ที่จะสอน หากครูนําเสนอมโนทัศน์ที่กว้างดังกล่าวแก่ผู้เรียนก่อนการสอนเนื้อหาสาระ ใหม่ ขณะที่ผู้เรียนกําลังเรียนรู้สาระใหม่ ผู้สอนจะสามารถนําสาระใหม่นั้นไปเกาะเกี่ยวเชื่อมโยงกับ มโนทัศน์กว้างที่ให้ไว้ล่วงหน้าแล้ว ทําให้การเรียนรู้นั้นมีความหมายแก่ผู้เรียน
ข. วัตถุประสงค์ของรูปแบบ
เพื่อช่วยให้ได้เรียนรู้เนื้อหาสาระ ข้อมูลต่างๆ อย่างมีความหมาย
ค. กระบวนการเรียนการสอน
ขั้นที่ 1 การจัดเตรียมโนทัศน์กว้าง
ครูจัดเตรียมมโนทัศน์กว้าง โดยการวิเคราะห์หามโนทัศน์ที่กว้าง และ ครอบคลุมความคิดรวบยอดของเนื้อหาสาระใหม่ทั้งหมด มโนทัศน์ที่กว้างนี้ จะไม่ใช่สิ่งเดียวกับ มโนทัศน์ของสาระใหม่ที่จะสอน แต่เป็นมโนทัศน์ในระดับที่เหนือขึ้นไป หรือสูงกว่า ซึ่งจะมีลักษณะ เป็นนามธรรมมากกว่า ปกติมันจะเป็นมโนทัศน์ของวิชานั้นหรือสายวิชานั้น การนำเสนอมโนทัศน์ กว้างนี้ล่วงหน้าก่อนการสอน จะเป็นเหมือนการ “preview” บทเรียน ซึ่งจะเป็นคนละอย่างกับ“overview” หรือการให้ดูภาพรวมของสิ่งที่จะสอน การนำเสนอภาพรวมของสิ่งที่จะสอน
การทบทวนความรู้เดิม การซักถามความรู้และประสบการณ์ของผู้เรียนเกี่ยวกับเรื่องที่จะ การบอกวัตถุประสงค์ของการเรียนการสอน เหล่านี้ ไม่นับว่าเป็น “advance organizer” ซึ่งจะ ลักษณะที่กว้าง ครอบคลุม และมีความเป็นนามธรรมอยู่ในระดับสูงกว่าสิ่งที่จะสอน (hip) abstraction)
        ขั้นที่ 2 การนำเสนอมโนทัศน์กว้าง
        1. ผู้สอนชี้แจงวัตถุประสงค์ของบทเรียน
2. ผู้สอนนำเสนอมโนทัศน์กว้าง ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การบรรยายสั้น แสดงแผนผังมโนทัศน์ ยกตัวอย่าง หรือใช้การเปรียบเทียบ เป็นต้น
ขั้นที่ 3 การนําเสนอเนื้อหาสาระใหม่ของบทเรียน
ผู้นําเสนอเนื้อหาสาระที่ต้องการให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยวิธีการต่างๆ ตามปกติ แต่ในการนําเสนอ ผู้สอนควรกล่าวเชื่อมโยงกับมโนทัศน์ที่ให้ล่วงหน้าไว้เป็นระยะๆ
ขั้นที่ 4 การจัดโครงสร้างความรู้
ผู้สอนส่งเสริมกระบวนการจัดโครงสร้างความรู้ของผู้เรียนด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ส่งเสริมการผสมผสานความรู้ กระตุ้นให้ผู้เรียนตื่นตัวในการเรียนรู้ และทําความกระจ่างในสิ่งที่ เรียนรู้ โดยใช้วิธีการต่างๆ เช่น
1. อธิบายภาพรวมของเรื่องที่เรียน
2. สรุปลักษณะสําคัญของเรื่อง
3. บอกหรือเขียนคํานิยามที่กะทัดรัดชัดเจน
4. บอกความแตกต่างของสาระในแง่มุมต่างๆ
5. อธิบายว่าเนื้อหาสาระที่เรียน สนับสนุนหรือส่งเสริมมโนทัศน์กว้างที่ให้ไว้ ล่วงหน้าอย่างไร
6. อธิบายความเชื่อมโยงระหว่างเนื้อหาสาระใหม่กับมโนทัศน์กว้างที่ให้ไว้ ล่วงหน้า
7. ยกตัวอย่างเพิ่มเติมจากสิ่งที่เรียน
8. อธิบายแก่นสําคัญของสาระที่เรียน โดยใช้คําพูดของตัวเอง
9. วิเคราะห์สาระในแง่มุมต่างๆ
ง. ผลที่ผู้เรียนจะได้รับจากการเรียนตามรูปแบบ
ผลโดยตรงที่ผู้เรียนจะได้รับก็คือเกิดการเรียนรู้ในเนื้อหาสาระและข้อมูลของ บทเรียนอย่างมีความหมาย เกิดความคิดรวบยอดในสิ่งที่เรียนและสามารถจัดโครงสร้าง ความรู้ ตนเองได้ นอกจากนั้นยังได้พัฒนาทักษะและอุปนิสัยในการคิด และเพิ่มพูนความใฝ่รู้

 1.4 รูปแบบการเรียนการสอนเน้นความจํา (Memory Model)
ก. ทฤษฎี หลักการแนวคิดของรูปแบบ
รูปแบบนี้พัฒนาขึ้นโดย จอยส์และวีล (Joyce & Weil, 1996 : 209 - 231) โดย อาศัยหลัก 6 ประการ คือ
1. การตระหนักรู้ (awareness) ซึ่งกล่าวว่า การที่บุคคลจะจดจําสิ่งใดได้ดีนั้น จะต้องเริ่มจากการรับรู้สิ่งนั้น หรือการสังเกตสิ่งนั้นอย่างตั้งใจ
2. การเชื่อมโยง (association) กับสิ่งที่รู้แล้วหรือจําได้
3. ระบบการเชื่อมโยง (link system) คือระบบในการเชื่อมความคิดหลาย ความคิดเข้าด้วยกันในลักษณะที่ความคิดหนึ่งจะไปกระตุ้นให้สามารถจําอีกความคิดหนึ่งได้
 4. การเชื่อมโยงที่น่าขบขัน (ridiculous association) การเชื่อมโยงที่จะช่วยให้ บุคคลจดจำได้ดีนั้น มักจะเป็นสิ่งที่แปลกไปจากปกติธรรมดา การเชื่อมโยงในลักษณะที่แปลก เป็นไป ไม่ได้ ชวนให้ขบขัน มักจะประทับในความทรงจําของบุคคลเป็นเวลานาน
5. ระบบการใช้คําทดแทน
6. การใช้คําสําคัญ (key word) ได้แก่ การใช้คําอักษรหรือพยางค์เพียงตัวเดียว เพื่อช่วยกระตุ้นให้จําสิ่งอื่นๆ ที่เกี่ยวกันได้
ข. วัตถุประสงค์ของรูปแบบ
รูปแบบนี้มีวัตถุประสงค์ช่วยให้ผู้เรียนจดจําเนื้อหาสาระที่เรียนรู้ได้ดีและได้ นาน และได้เรียนรู้กลวิธีการจํา ซึ่งสามารถนําไปใช้ในการเรียนรู้สาระอื่นๆ ได้อีก
ค. กระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบ
ในการเรียนการสอนเนื้อหาสาระใดๆ ผู้สอนสามารถช่วยให้ผู้เรียนจดจำเนื้อหาสาระนั้นได้ดีและนาน โดยดำเนินการดังนี้
ขั้นที่ 1 การสังเกตหรือศึกษาสาระอย่างตั้งใจ
ผู้สอนช่วยให้ผู้เรียนตระหนักรู้ในสาระที่เรียน โดยการใช้เทคนิคต่างๆ เช่น ให้อ่านเอกสารแล้วขีดเส้นใต้คํา/ประเด็นที่สําคัญ ให้ตั้งคําถามจากเรื่องที่อ่าน ให้หาคําตอบของ คําถามต่างๆ เป็นต้น
ขั้นที่ 2 การสร้างความเชื่อมโยง
เมื่อผู้เรียนได้ศึกษาสาระที่ต้องการเรียนรู้แล้ว ให้ผู้เรียนเชื่อมโยงเนื้อหาส่วน ต่างๆ ที่ต้องการจดจํากับสิ่งที่ตนคุ้นเคย เช่น กับคําภาพ หรือความคิดต่างๆ (ตัวอย่างเช่น เด็กจําไม่ได้ ว่าค่ายบางระจัน อยู่จังหวัดอะไร จึงโยงความคิดว่า ชาวบ้านบางระจันเป็นคนกล้าหาญ สัตว์ที่ถือว่า เก่งกล้า คือ สิงโต บางระจันจึงอยู่ที่จังหวัดสิงห์บุรี) หรือให้หาหรือคิดคําสําคัญ ที่สามารถกระตุ้นความจําในข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกัน เช่น สูตร 4 M หรือทดแทนคําที่ไม่คุ้นหรือยาก ความหมายอื่น หรือการใช้คําเชื่อมโยงความคิดเข้าด้วยกัน
ขั้นที่ 3 การใช้จินตนาการ
เพื่อให้จดจําสาระได้ดีขึ้น ให้ผู้เรียนใช้เทคนิคการเชื่อมโยงสาระต่าง เป็นภาพที่น่าขบขัน เกินความเป็นจริง
ขั้นที่ 4 การใช้เทคนิคต่างๆ ที่ทําไว้ข้างต้น ในการทบทวนความรู้และเนี้
สาระต่างๆ จนกระทั้งจดจําได้
ง. ผลที่ผู้เรียนจะได้รับจากการเรียนตามรูปแบบ
การเรียน โดยใช้เทคนิคช่วยความจําต่างๆ ของรูปแบบ นอกจากจะช่วยให้ ผู้เรียนสามารถจดจําเนื้อหาสาระต่างๆ ที่เรียนได้ดีและได้นานแล้ว ยังช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรี กลวิธีการจํา ซึ่งสามารถนําไปใช้ในการเรียนรู้สาระอื่นๆ ได้อีกมาก

 1.5 รูปแบบการเรียนการสอนโดยใช้ผังกราฟิก(Graphic Organizer Instructional Model)
ก. ทฤษฎีหลักการ/แนวคิดของรูปแบบ
โจนส์และคณะ (Jones et al., 1989 : 20 - 25) คล้าก (Clarke, 1991 : 526 - 534) จอยส์และคณะ (Joyce et al., 1992 : 159 - 165) ได้พัฒนาการเรียนการสอนโดยใช้ผังกราฟิกขึ้น โดยใช้แนวคิดทฤษฎีกระบวนการทางสมองในการประมวลข้อมูล (Information Processing Theory) ซึ่งกล่าวว่า กระบวนการเรียนรู้เกิดขึ้นได้จากองค์ประกอบสําคัญ 3 ส่วนด้วยกัน ได้แก่ ความจําข้อมูล (information storage) กระบวนการทางปัญญา (cognitive processes) และ เมตาคอคนชั้น (metacognition) ความจําข้อมูลประกอบด้วย ความจําจากความรู้สึกสัมผัส (sensory memory) ซึ่งเป็น ความจําที่เกิดขึ้นหลังจากการตีความสิ่งเร้าที่รับรู้มาแล้ว และจะเก็บข้อมูลไว้ได้ชั่วคราวประมาณ 20 วินาที ความจําประเภทนี้ทําหน้าที่ในการคิด (mental operation) ส่วนความจําระยะยาว (long - term memory) เป็นความจําที่มีความคงทน มีขนาดความจุไม่จํากัด สามารถคงอยู่เป็นเวลานาน เมื่อ ต้องการใช้จะสามารถเรียกคืนได้ สิ่งที่อยู่ในความจําระยะยาวมี 2 ลักษณะ คือ ความจําเหตุการ (episodic memory) และความจําความหมาย (semantic memory) เกี่ยวกับข้อเท็จจริง มในกทน หลักการต่างๆ องค์ประกอบด้านความจําข้อมูลนี้จะมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับกระบวนการทางปัญญาของบุคคลนั้นซึ่งประกอบด้วย
ก. การใส่ใจ (attention) หากบุคคลมีความใส่ใจในข้อมูลที่รับเข้ามาทาง สัมผัส (sensory memory) ข้อมูลนั้นก็จะถูกนําเข้าไปสู่ความจําระยะสั้น (short – term memory) หากไม่ได้รับการใส่ใจ ข้อมูลนั้นก็จะเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว
memory) ต่อไปหากไม่ได้รับความใส่ใจ ข้อมูลนั้นก็จะเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว
ข. การรับรู้ (Perrception) เมื่อบุคคลใส่ใจในข้อมูลใดที่รับเข้ามาทางประสาท สัมผัส บุคคลนั้นก็จะรับรู้ข้อมูลนั้น และนําข้อมูลนี้เข้าสู่ความจําระยะสั้นต่อไป ข้อมูลที่รับรู้นี้ จะเป็น ความจริงตามการรับรู้ (preceived reality) ของบุคคลนั้น ซึ่งอาจไม่ใช่ความจริงเชิงปรนัย (objective reality) เนื่องจากเป็นความจริงที่ผ่านการตีความจากบุคคลนั้นมาแล้ว
ค. การทำซ้ำ (rehearsal) หากบุคคลมีกระบวนการรักษาข้อมูล โดยการ ทบทวนซ้ำแล้วซ้ำอีก ข้อมูลนั้นก็ยังคงถูกเก็บรักษาไว้ในความข้าปฏิบัติการ
ง. การเข้ารหัส (encoding) หากบุคคลมีกระบวนการสร้างตัวแทนทางความคิด (mental representation)เกี่ยวกับข้อมูลนั้นโดยมีการนําข้อมูลนั้นเข้าสู่ความจําระยะยาวและเชื่อมโยง เข้ากับสิ่งที่มีอยู่แล้วในความจําระยะยาว การเรียนรู้อย่างมีความหมายก็จะเกิดขึ้น
การเรียกคืน (retrieval) การเรียกคืนข้อมูลที่จําไว้ในความจําระยะยาว เพื่อ นําออกมาใช้ มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับการเข้ารหัส หากการเข้ารหัสทําให้เกิดการเก็บจำได้ดี มีประสิทธิภาพการเรียนคืนก็จะมีประสิทธิภาพตามไปด้วย
ด้วยหลักการดังกล่าว การเรียนรู้จึงเป็นการสร้างความรู้ของบุคคล ซึ่งต้องใช้ กระบวนการเรียนรู้อย่างมีความหมาย 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1. การเลือกรับข้อมูลที่สัมพันธ์กัน (selecting relevant information) และ 2. การจัดระเบียบข้อมูลเข้าสู่โครงสร้าง (coherent structure) รวมทั้ง 3. การบูรณาการข้อมูล (integrating) และ 4. การเข้ารหัส (encoding) ข้อมูลการเรียนรู้เพื่อให้คงอยู่ใน ความจําระยะยาว และสามารถเรียกคืนมาใช้ได้โดยง่าย (Mayer, 1984 : 30 - 3) ด้วยเหตุนี้ การให้ ผู้เรียนมีโอกาสเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับโครงสร้างความรู้เดิมๆ และนําความรู้ความเข้าใจมาเข้ารหัส หรือสร้างตัวแทนทางความคิดที่มีความหมายต่อตนเองขึ้น จะส่งผลให้การเรียนรู้นั้นคงอยู่ในความจํา ระยะยาวและสามารถเรียกคืนมา
ข. วัตถุประสงค์ของรูปแบบ
พื่อช่วยให้ผู้เรียนได้เชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เดิมและสร้างความหมาย และความเข้าใจในเนื้อหาสาระหรือข้อมูลที่เรียนรู้ และจัดระเบียบข้อมูลที่เรียนรู้ด้วยตั้งกราฟิก ซึ่งจะ ช่วยให้ง่ายแก่การจดจํา
ค. กระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบ
รูปแบบการเรียนการสอนโดยใช้ผังกราฟิก มีหลายรูปแบบ ในที่นี้จะนําเสนอ ไว้ 3 รูปแบบ ดังนี้
1. รูปแบบการเรียนการสอนโดยใช้ผังกราฟิกของ โจนส์และคณะ (1989 20-25) ประกอบด้วยขั้นตอนการเรียนการสอนที่สําคัญา 5 ขั้นตอนด้วยกันดังนี้
1.1ผู้สอนเสนอตัวอย่างการจัดข้อมูลด้วยตั้งกราฟิกที่เหมาะสม
และวัตถุประสงค์
1.2. ผู้สอนแสดงวิธีการสร้างฝั่งกราฟิก
1.3. ผู้สอนชี้แจงเหตุผลของการใช้ผังกราฟิกนั้นและอธิบายวิธีการใช้                               
1.4. ผู้เรียนฝึกการสร้างและใช้ผังกราฟิกในการทำความเข้าใจเนื้อหาเป็นรายบุคคล
1.5. ผู้เรียนเข้ากลุ่มและนําเสนอตั้งกราฟิกของตนแลกเปลี่ยนกัน
รูปแบบการเรียนการสอนโดยใช้ผังกราฟิกของคล้าก (Clark 526 - 5.34) ประกอบด้วยขั้นตอนการเรียนการสอนที่สําคัญ ๆ ดังนี้
ก. ขั้นก่อนสอน
2.1 ผู้สอนพิจารณาลักษณะของเนื้อหาที่จะสอนสาระนั้นและวัตถุประสงค์ ของการสอนเนื้อหาสาระนั้นๆ
2.2 ผู้สอนพิจารณาและคิดหาฝั่งกราฟิกหรือวิธีหรือระบบในการจัด ระเบียบเนื้อหาสาระนั้นๆ
2.3 ผู้สอนเลือกตั้งกราฟิก หรือวิธีการจัดระเบียบเนื้อหาที่เหมาะสมที่สุด2.4 ผู้สอนคาดคะเนปัญหาที่อาจเกิดขึ้นแก่ผู้เรียนในการใช้ผังกราฟิกนั้น
ข. ขั้นสอน
2.1 ผู้สอนเสนอตั้งกราฟิกที่เหมาะสมกับลักษณะของเนื้อหาสาระ แก่ผู้เรียน
2.2 ผู้เรียนทําความเข้าใจเนื้อหาสาระและนําเนื้อหาสาระใส่ลงในผัง กราฟิกตามความเข้าใจของตน
2.3 ผู้สอนซักถาม แก้ไขความเข้าใจผิดของผู้เรียนหรือขยายความเพิ่มเติม
2.4 ผู้สอนกระตุ้นให้ผู้เรียนคิดเพิ่มเติม โดยนําเสนอปัญหาที่เกี่ยวข้องกับ เนื้อหา แล้วให้ผู้เรียนใช้ผังกราฟิกเป็นกรอบในการคิดแก้ปัญหา
2.5 ผู้สอนให้ข้อมูลป้อนกลับแก่ผู้เรียน
3. รูปแบบการเรียนการสอนโดยใช้ผังกราฟิกของจอยส์และคณะ (Joyce a., 1992 : 159 - 161 )
จอยส์และคณะ นํารูปแบบการเรียนการสอนของคล้ากมาปรับใช้โดยเพิ่มเติม ขั้นตอนเป็น 8 ขั้น ดังนี้  
3.1 ผู้สอนชี้แจงจุดมุ่งหมายของบทเรียน
3.2 ผู้สอนนําผังกราฟิกที่เหมาะสมกับลักษณะของเนื้อหา
3.3 ผู้สอนกระตุ้นให้ผู้เรียนระลึกถึงความรู้เดิม เพื่อเตรียมสร้าง ความสัมพันธ์กับความรู้ใหม่
3.4 ผู้สอนเสนอเนื้อหาสาระที่ต้องการให้ผู้เรียนได้เรียนรู้
3.5 ผู้สอนเชื่อมโยงเนื้อหาสาระที่เรียนกับฝั่งกราฟิกและให้ผู้เรียน นําเนื้อหาสาระใส่ลงในผังกราฟิกตามความเข้าใจของตน
3.6 ผู้สอนให้ความรู้เชิงกระบวนการ โดยชี้แจงเหตุผลในการใช้ผังกราฟิก และวิธีใช้ตั้งกราฟิก
3.7 ผู้สอนและผู้เรียนอภิปรายผลการใช้ผังกราฟิกกับเนื้อหา
3.8 ผู้สอนซักถาม ปรับความเข้าใจและขยายความเข้าใจให้ผู้เรียนเกิดความ เข้าใจกระจ่างชัด
4. รูปแบบการเรียนการสอนโดยใช้ตั้งกราฟิกของสุปรียา ตันสกุล (2540 : 40)
สุปรียา ตันสกุล ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง “ผลของการใช้รูปแบบการสอนแบบ การจัดข้อมูลด้วยแผนภาพ (Graphic Organizers) ที่มีต่อสัมฤทธิ์ผลทางการเรียนและความสามารถใน การแก้ปัญหาของนักศึกษาระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 2คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษากลุ่มทคลองมีคะแนนเฉลี่ยสัมฤทธิ์ผลทางการเรียนและความสามารถ ทางการแก้ปัญหาสูงกว่านักศึกษากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 001 รูปแบบ การเรียนการสอนดังกล่าวประกอบด้วยขั้นตอนสำคัญ 7 ขั้นตอน ดังนี้
         4.1 การทบทวนความรู้เพิ่ม
         4.2 การชี้แจงวัตถุประสงค์ ลักษณะของบทเรียน ความรู้ที่คาดหวังให้เกิด แก่ผู้เรียน
         4.3 การกระตุ้นให้ผู้เรียนตระหนักถึงความรู้เดิม เพื่อเตรียมสร้าง ความสัมพันธ์กับสิ่งที่เรียนและการจัดเนื้อหาสาระด้วยแผนภาพ
          4.4 การนําเสนอตัวอย่างการจัดเนื้อหาสาระด้วยแผนภาพที่เหมาะสมกับ ลักษณะของเนื้อหาความรู้ที่คาดหวัง
          4.5 ผู้เรียนรายบุคคลทําความเข้าใจเนื้อหา และฝึกใช้แผนภาพ
          4.6 การนําเสนอปัญหาให้ผู้เรียนใช้แผนภาพเป็นกรอบในการแก้ปัญหา         
          4.7 การทำความเข้าใจใหเกระจ่างชัด
ง. ผลที่ผู้เรียนจะได้รับจากการเรียนตามรูปแบบ
ผู้เรียนจะมีความเข้าใจในเนื้อหาสาระที่เรียน และจดจําสิ่งที่เรียนรู้ นอกจากนั้นยังได้เรียนรู้การใช้นั่งกราฟิกในการเรียนรู้ต่างๆ ซึ่งผู้เรียนสามารถนําไปใช้ในการเรียนเนื้อหาสาระอื่นๆ ได้อีกมาก

              2. รูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นการพัฒนาด้านจิตพิสัย (Affective Domain)
          รูปแบบการเรียนการสอนในหมวดนี้ เป็นรูปแบบที่มุ่งช่วยพัฒนาผู้เรียนให้เกิดความรู้สึก เจตคติ ค่านิยม คุณธรรม และจริยธรรมที่พึงประสงค์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากแก่การพัฒนา หรือ ปลูกฝัง การจัดการเรียนการสอนตามรูปแบบการสอนที่เพียงช่วยให้เกิดความรู้ความเข้าใจ มอง เพียงพอต่อการช่วยให้ผู้เรียนเกิดเจตคติที่ดีได้ จําเป็นต้องอาศัยหลักการและวิธีการอื่นๆ เพิ่มเติม รูปแบบที่คัดสรรมานําเสนอในที่นี้มี 4 รูปแบบดังนี้
        2.1 รูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดการพัฒนาด้านจิตพิสัยของ แครทโวลนลาน และมาเชีย
        2.2 รูปแบบการเรียนการสอนโดยการซักค้าน
        2.3 รูปแบบการเรียนการสอนโดยใช้บทบาทสมมติ
        2.4 รูปแบบการเรียนการสอนโดยวิธีทําความกระจ่างในค่านิยม

   2.1 รูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดการพัฒนาด้านจิตพิสัยของแครทโวลบลม และมาเซีย (Instructional Model Based on Affective Domain by Krathwohl, Bloom and Masia)
           ก. ทฤษฎี หลักการแนวคิดของรูปแบบ
               แครทโวลบลูม และมาเซีย (Bloom, 1956) ได้จําแนกจุดมุ่งหมายทางการศึกษา ออกเป็น 3 ด้านคือ ด้านความรู้ (cognitive domain) ด้านเจตคติหรือความรู้สึก (affective domain) และ ด้านทักษะ (psychomotor domain) ซึ่งในด้านเจตคติหรือความรู้สึกนั้น บลูมได้จัดลําดับขั้นตอนของ การเรียนรู้ไว้ 5 ขั้นตอน
           1. ขั้นการรับรู้ (receiving or attending) ซึ่งก็หมายถึงการที่ผู้เรียนได้รับรู้ ค่านิยมที่ต้องการจะปลูกฝังในตัวผู้เรียน
           2. ขั้นการตอบสนอง (responding) ได้แก่ การที่ผู้เรียนได้รับรู้และเกิดความ สนใจในค่านิยมนั้น แล้วเกิดเห็นคุณค่าของค่านิยมนั้น แล้วมีโอกาสได้ตอบสนองในลักษณะใด ลักษณะหนึ่ง
           3. ขั้นการเห็นคุณค่า (valuing) เป็นขั้นที่ผู้เรียนได้รับประสบการณ์เกี่ยวกับ ค่านิยมนั้น แล้วเกิดเห็นคุณค่าของค่านิยมนั้น ทําให้ผู้เรียนมีเจตคติที่ดีต่อค่านิยมนั้น
           4. ขั้นการจัดระบบ (organization) เป็นขั้นที่ผู้เรียนรับค่านิยมที่ตนเห็นคุณค่านั้นเข้ามาอยู่ในระบบค่านิยมของตน
           5. ขั้นการสร้างลักษณะนิสัย (characterization) เป็นขั้นที่ผู้เรียนปฏิบัติตนตามค่านิยมที่ตนรับมาอย่างสม่ำเสมอและทําจนเป็นนิสัย
          ถึงแม้ว่าบลูมได้เสนอแนวคิดดังกล่าวเพื่อใช้ในการกําหนดวัตถุประสงค์ ในการเรียนการสอนก็ตาม แต่ก็สามารถนํามาใช้ในการจัดการเรียนการสอนเพื่อช่วยปลูกฝังค่านิยม ที่พึงประสงค์ให้แก่ผู้เรียนได้
       ข. วัตถุประสงค์ของรูปแบบ
            เพื่อช่วยให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาความรู้สึก/เจตคติ/ค่านิยม คุณธรรม หรือ จริยธรรม ที่พึงประสงค์ อันจะนําไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมให้เป็นไปตามความต้องการ
      ค. กระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบ
          การสอนเพื่อปลูกฝังค่านิยมใดๆ ให้แก่ผู้เรียน สามารถดําเนินการตามลําดับ ขั้นของวัตถุประสงค์ทางด้านเจตคติของบลูมได้ดังนี้
          ขั้นที่ 1 การรับรู้ค่านิยม (receiving/attending)
           ผู้สอนจัดประสบการณ์หรือสถานการณ์ที่ช่วยให้ผู้เรียนได้รับรู้ในค่านิยมนั้น อย่างใส่ใจ เช่น เสนอกรณีตัวอย่างที่เป็นประเด็นปัญหาขัดแย้งเกี่ยวกับค่านิยมนั้น คําถามที่ท้าทาย ความคิดเกี่ยวกับค่านิยมนั้น เป็นต้น ในขั้นนี้ผู้สอนควรพยายามกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดพฤติกรรมดังนี้
           1. การรู้ตัว (awareness)
           2. การเต็มใจรับรู้ (willingness)
           3. การควบคุมการรับรู้ (control)
         ขั้นที่ 2 การตอบสนองต่อค่านิยม (responding)
         ผู้สอนจัดประสบการณ์ให้ผู้เรียนมีโอกาสตอบสนองต่อค่านิยมนั้นในลักษณะ ใดลักษณะหนึ่ง เช่น ให้พูดแสดงความคิดเห็นต่อค่านิยมนั้น ให้ลองทําตามค่านิยมนั้น ให้สัมภาษณ์ หรือพูดคุยกับผู้ที่มีค่านิยมนั้น เป็นต้น ในขั้นนี้ผู้สอนควรพยายามกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดพฤติกรรมดังนี้
           1. การยินยอมตอบสนอง (acquiescence in responding)
           2. การเต็มใจตอบสนอง (willingness to respond)
           3. ความพึงพอใจในการตอบสนอง (satisfaction in response)
           ขั้นที่ 3 การเห็นคุณค่าของค่านิยม (valuing)
          ผู้สอนจัดประสบการณ์หรือสถานการณ์ที่ช่วยให้ผู้เรียนได้เห็นคุณค่าของ ค่านิยมนั้น เช่น การให้ลองปฏิบัติตามค่านิยมแล้วได้รับการตอบสนองในทางที่ดี เห็นประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับตนหรือบุคคลอื่นที่ปฏิบัติตามค่านิยมนั้น เห็นโทษและได้รับโทษจากการลง ค่านิยมนั้น เป็นต้น ในขั้นนี้ผู้สอนควรพยายามกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดพฤติกรรมดังนี้
               1. การยอมรับในคุณค่านั้น (acceptance of a value)
               2. การชื่นชอบในคุณค่านั้น (preference for a value)
               3. ความผูกพันในคุณค่านั้น (commitment)
              ขั้นที่ 4 การจัดระเบียบค่านิยม (organization)
             เมื่อผู้เรียนเห็นคุณค่าของค่านิยมและเกิดเจตคติที่ดีต่อค่านิยมนั้น และมี โน้มเอียงที่จะรับค่านิยมนั้นมาใช้ในชีวิตของตน ผู้สอนควรกระตุ้นให้ผู้เรียนพิจารณาค่านิยมนั้นกับค่านิยมหรือคุณค่าอื่นๆ ของตน และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างค่านิยมต่างๆ ของตน ในวันนี้ ควรพยายามกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดพฤติกรรมดังนี้
              1. การสร้างมโนทัศน์ในคุณค่านั้น (conceptualization of value)
              2. การจัดระบบคุณค่านั้น (organization of a value system)
             ขั้นที่ 5 การสร้างลักษณะนิสัย (characterization by value)
ผู้สอนส่งเสริมให้ผู้เรียนปฏิบัติตนตามค่านิยมนั้นอย่างสม่ำเสมอ โดยยึดตาม ผลการปฏิบัติ และให้ข้อมูลป้อนกลับและการเสริมแรงเป็นระยะๆ จนกระทั้งผู้เรียนสามารถปฏิบัติได้ จนเป็นนิสัย ในขั้นนี้ผู้สอนควรพยายามกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดพฤติกรรมดังนี้
             1. การมีหลักยึดในการตัดสินใจ (generalization set)
             2. การปฏิบัติตามหลักยึดนั้นจนเป็นนิสัย (characterization)
               การดําเนินงานตามขั้นตอนทั้ง 5 ไม่สามารถทําได้ในระยะเวลาอันสั้น ต้อง อาศัยเวลา โดยเฉพาะขั้นที่ 4และ 5 ต้องการเวลาและประสบการณ์ ซึ่งอาจจะมากน้อยแตกต่างกันไป ในผู้เรียนแต่ละคน
       ง. ผลที่ผู้เรียนจะได้รับจากการเรียนตามรูปแบบ
            ผู้เรียนจะได้รับการปลูกฝังค่านิยมที่พึงประสงค์จนถึงระดับที่สามารถปฏิบัติ ได้จนเป็นนิสัย นอกจากนั้นผู้เรียนยังได้เรียนรู้กระบวนการในการปลูกฝังค่านิยมให้เกิดขึ้น ซึ่งผู้เรียน สามารถนําไปใช้ในการปลูกฝังค่านิยมอื่นๆ ให้แก่ตนเองและผู้อื่นต่อไป

 2.2 รูปแบบการเรียนการสอนโดยการซักค้าน (Jurisprudential Model)
         ก. ทฤษฎีหลักการแนวคิดของรูปแบบ
จอยส์ และวีล (Joyce & Weil, 1996 : 106 - 128) พัฒนารูปแบบนี้ขึ้น แนวคิดของโอลิเวอร์และเชเวอร์ (Oliver and Shaver) เกี่ยวกับการตัดสินใจอย่างชาญฉลาดในประเทศ ปัญหาขัดแย้งต่างๆ ซึ่งมีส่วนเกี่ยวพันกับเรื่องค่านิยมที่แตกต่างกัน ปัญหาดังกล่าวอาจเป็นปัญหาทางสังคมหรือปัญหาส่วนตัว ที่ยากแก่การตัดสินใจ การตัดสินใจอย่างชาญฉลาด ก็คือการสามารถเลือก ทางที่เป็นประโยชน์มากที่สุด โดยกระทบต่อสิ่งอื่นๆ น้อยที่สุด ผู้เรียนควรได้รับการฝึกฝนให้รู้จัก วิเคราะห์ปัญหาแยกแยะข้อเท็จจริงออกจากความคิดเห็น วิเคราะห์หาค่านิยมที่อยู่เบื้องหลังปัญหา ประมวลข้อมูล ตัดสินใจเลือกทางเลือกอย่างมีเหตุผล และแสดงจุดยืนของตนได้ ผู้สอนสามารถใช้ กระบวนการซักค้าน อันเป็นกระบวนการที่ใช้กันในศาล มาทดสอบผู้เรียนว่าจุดยืนที่ตนแสดงนั้นเป็น จัดยืนที่แท้จริงของตนหรือไม่ โดยการใช้คําถามซักค้านที่ช่วยให้ผู้เรียนคิดย้อนกลับไปพิจารณาความ คิดเห็นอันเป็นจุดยืนของตน ซึ่งอาจทําให้ผู้เรียนปรับเปลี่ยนความคิดเห็นเป็นหรือจุดยืนของตนหรือ ยืนยันจุดยืนของตนอย่างมั่นใจขึ้น
         ข. วัตถุประสงค์ของรูปแบบ
              รูปแบบนี้เหมาะสําหรับการสอนสาระที่เกี่ยวข้องกับประเด็นปัญหาขัดแย้ง ต่างๆ ซึ่งยากแก่การตัดสินใจ การสอนตามรูปแบบนี้จะช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้กระบวนการตัดสินใจ อย่างชาญฉลาด รวมทั้งวิธีการในการทําความกระจ่างในความคิดของตน
         ค. กระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบ
             ขั้นที่ 1 นำเสนอกรณีปัญหา
ประเด็นปัญหาที่นําเสนอควรเป็นประเด็นที่มีทางออกให้คิดได้หลายคําตอบ ควรเป็นประโยคที่มีคําว่า “ควรจะ...” เช่น ควรมีกฎหมายให้มีการทําแท้งได้อย่างเสรีหรือไม่ควรมี การจดทะเบียนโสเภณีหรือไม่ควรออกกฎหมายห้ามคนสูบบุหรี่หรือไม่ควรอนุญาตให้นักเรียน ประกวดนางงามหรือไม่อย่างไรก็ควรหลีกเลี่ยงประเด็น ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อทางศาสนาที่ แตกต่างกัน
วิธีที่นําเสนออาจจะทําได้หลายวิธี เช่น การอ่านเรื่องให้ฟัง การให้ดูภาพยนตร์ การเล่าประวัติความเป็นมา ครูต้องระลึกอยู่เสมอว่าการนําเสนอปัญหานั้นต้องทําให้นักเรียนได้รู้ ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับปัญหา รู้ว่าใครทําอะไร เมื่อไหร่ เพราะเหตุใด และมีแง่มุมของปัญหาที่ ขัดแย้งกันอย่างไร ให้ผู้เรียนประมวลข้อเท็จจริงจากกรณีปัญหาและวิเคราะห์หาค่านิยมที่เกี่ยวข้องกัน
              ขั้นที่ 2 ให้ผู้เรียนแสดงจุดยืนของตนเอง ผู้เรียนเลือกจุดยืนของตนเองว่าจะเข้ากับฝ่ายใดและบอกเหตุผลของการเลือก
              ขั้นที่ 3 ผู้สอนซักค้านจุดยืนของผู้เรียน
              ผู้สอนใช้คําถามที่มีลักษณะดังตัวอย่างต่อไปนี้
3.1 ถ้ามีจุดยืนอื่นๆ ให้เลือกอีก ผู้เรียนยังยืนยันที่จะเลือกจุดยืนเดิมหรือไม่ เพราะอะไร
3.2 หากสถานการณ์เปลี่ยนไป ผู้เรียนยังจะยืนยันที่จะเลือกจุดยืน
เดิมหรือไม่เพราะอะไร
        3.3 ถ้าผู้เรียนต้องเผชิญกับสถานการณ์อื่นๆ จะยังยืนยันจุดยืนนี้หรือไม่
        3.4. ผู้เรียนมีเหตุผลอะไรที่ยึดมั่นกับจุดยืนนั้น จุดยืนนั้นเหมาะสม สถานการณ์ที่เป็นปัญหานั้นหรือไม่
3.5 เหตุการณ์ที่ยึดมั่นกับจุดยืนนั้นเป็นเหตุผลที่เหมาะสมกับสถานการณ์ ที่เป็นอยู่หรือไม่
3.6 ผู้เรียนมีข้อมูลเพียงพอที่จะสนับสนุนจุดยืนนั้นหรือไม่
3.7 ข้อมูลที่ผู้เรียนใช้เป็นพื้นฐานของจุดยืนนั้นถูกต้องหรือไม่
3.8 ถ้ายึดจุดยืนนี้แล้วผลที่เกิดขึ้นตามมาคืออะไร
3.9 เมื่อรู้ผลที่จะเกิดตามมาแล้ว ผู้เรียนยังยืนยันที่จะยึดถือจุดนี้อีกหรือไม่ขั้นที่ 4 ผู้เรียนทบทวนจุดยืนในค่านิยมของตนเอง
ผู้สอนเปิดโอกาสให้ผู้เรียนพิจารณาปรับเปลี่ยนหรือยืนยันในค่านิยมที่ยึดถือ
ขั้นที่ 5 ผู้เรียนตรวจสอบและยืนยันจุดยืนใหม่/เก่าของตนอีกครั้ง และผู้เรียน พยายามหาข้อเท็จจริงต่างๆ มาสนับสนุนค่านิยมของตน เพื่อยืนยันว่าสิ่งที่ตนยึดถืออยู่นั้นเป็นค่านิยมที่แท้จริงของตน
      ง. ผลที่ผู้เรียนจะได้รับจากการเรียนตามรูปแบบ
         ผู้เรียนจะเกิดความกระจ่างในความคิดของตนเองเกี่ยวกับค่านิยม และเกิด ความเข้าใจในตนเอง รวมทั้งผู้สอนได้เรียนรู้และเข้าใจความคิดของผู้เรียน ช่วยให้ผู้เรียน มีการมอง โลกในแง่มุมกว้างขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยพัฒนาความสามารถในการตัดสินใจของผู้เรียนด้วย

 2.3 รูปแบบการเรียนการสอนโดยใช้บทบาทสมมติ (Role Playing Model)   
      ก. ทฤษฎี/หลักการ/แนวคิดของรูปแบบ               
       รูปแบการเรียนการสอนโดยใช้บทบาทสมมติ พัฒนาขึ้นโดยแชฟเทล และ แชฟเทล (Shaftel and Shaftel, 1967 : 67 - 71) ซึ่งให้ความสําคัญกับปฏิสัมพันธ์ทางสังคมของบุคคล เขากล่าวว่า บุคคลสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับตนเองได้จากการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ความรู้สึกนึกคิดและ ค่านิยมต่างๆ ของบุคคล เป็นผลมาจากการที่บุคคลมีการปะทะสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมรอบข้าง และ ได้สั่งสมไว้ภายในลึกๆ โดยที่บุคคลอาจไม่รู้ตัวเลยก็ได้ การสวมบทบาทสมมติเป็นวิธีการที่ช่วยให้ บุคคลได้แสดงความรู้สึกนึกคิดต่างๆ ที่อยู่ภายในออกมา ทําให้สิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่เปิดเผยออกมา และ นํามาศึกษาทําความเข้าใจกันได้ ช่วยให้บุคคลเกิดการเรียนรู้เกี่ยวกับตนเอง เกิดความเข้าใจในตนเองในขณะเดียวกัน การที่บุคคลสวมบทบาทของผู้อื่น ก็สามารถช่วยให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจในความคิด ค่านิยม และพฤติกรรมของผู้อื่นได้เช่นเดียวกัน
      ข. วัตถุประสงค์ของรูปแบบ
           เพื่อช่วยให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจในตนเอง เข้าใจในความรู้สึกและพฤติกรรม ของผู้อื่น และเกิดการปรับเปลี่ยนเจตคติ ค่านิยม และพฤติกรรมของตนให้เป็นไปในทางที่เหมาะสม
      ค. กระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบ
          ขั้นที่ 1 นําเสนอสถานการณ์ปัญหาและบทบาทสมมติ ผู้สอนนําเสนอ สถานการณ์ ปัญหา และบทบาทสมมติ ที่มีลักษณะใกล้เคียงกับความเป็นจริงและมีระดับความยากง่าย เหมาะสมกับวัยและความสามารถของผู้เรียน บทบาทสมมติที่กําหนด จะมีรายละเอียดมากน้อย เพียงใด ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการเรียนการสอน ถ้าต้องการให้ผู้เรียนเปิดเผยความคิดความรู้สึก ของตนมาก บทบาทที่ให้ควรมีลักษณะเปิดกว้าง กําหนดรายละเอียดให้น้อย แต่ถ้าต้องการจะเจาะ ประเด็นเฉพาะอย่าง บทบาทสมมติอาจกําหนดรายละเอียดควบคุมการแสดงของผู้เรียนให้มุ่งประเด็น เฉพาะนั้น
         ขั้นที่ 2 เลือกผู้แสดง ผู้สอนและผู้เรียนจะร่วมกันเลือกผู้แสดง หรือให้ผู้เรียน อาสาสมัครก็ได้แล้วแต่ความเหมาะสมกับวัตถุประสงค์และการวินิจฉัยของผู้สอน
          ขั้นที่ 3 จัดฉาก การจัดฉากนั้นจัดได้ตามความพร้อมและสภาพการณ์ที่เป็นอยู่
          ขั้นที่ 4 เตรียมผู้สังเกตการณ์ ก่อนการแสดงผู้สอนจะต้องเตรียมผู้ชมว่า ควร สังเกตอะไร และปฏิบัติตัวอย่างไร เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่ดี
          ขั้นที่ 5 แสดง ผู้แสดงมีความสําคัญเป็นอย่างยิ่งในการที่จะทําให้ผู้ชมเข้าใจ เรื่องราวหรือเหตุการณ์ ผู้แสดงจะต้องแสดงออกตามบทบาทที่ตนได้รับให้ดีที่สุด
          ขั้นที่ 6 อภิปรายและประเมินผล การอภิปรายผลส่วนใหญ่จะแบ่งเป็นกลุ่มย่อย การอภิปรายจะเป็นการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์ การแสดงออกของผู้แสดง และควรเปิด โอกาสให้ผู้แสดงได้แสดงความคิดเห็นด้วย
          ขั้นที่ 7 แสดงเพิ่มเติม ควรแสดงเพิ่มเติม หากผู้เรียนเสนอแนะทางออกอื่น นอกเหนือจากที่ได้แสดงไปแล้ว
          ขั้นที่ 8 อภิปรายและประเมินผลอีกครั้ง หลักจากการแสดงเพิ่มเติม กลุ่มควร อภิปราย และอภิปรายผลเกี่ยวกับการแสดงครั้งใหม่ด้วย
          ขั้นที่ 9 แลกเปลี่ยนประสบการณ์และสรุปการเรียนรู้แต่ละกลุ่มสรุปผลการ อภิปรายของกลุ่มคน และหาข้อสรุปรวม หรือการเรียนรู้ที่ได้รับเกี่ยวกับความรู้สึก ความคิดเห็น ค่านิยม คุณธรรม จริยธรรม และพฤติกรมของบุคคล
      ง. ผลที่ผู้เรียนจะได้รับจากการเรียนตามรูปแบบ
          ผู้เรียนจะเกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับความรู้สึกนึกคิด ความคิด ค่านิยม คุณธรรม จริยธรรมของผู้อื่น รวมทั้งมีความเข้าใจในตนเองมากขึ้น

             3. รูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นการพัฒนาด้านทักษะพิสัย (Psycho-Motor Domain)
       รูปแบบการเรียนการสอนในหมวดนี้ เป็นรูปแบบที่มุ่งช่วยพัฒนาความสามารถ ผู้เรียนในด้านการปฏิบัติ การกระทํา หรือการแสดงออกต่างๆ ซึ่งจําเป็นต้องใช้หลักการ วิธีการ ที่แตกต่างไปจากการพัฒนาทางด้านจิตพิสัยหรือพุทธิพิสัย รูปแบบที่สามารถช่วยให้ผู้เรียนเกิดการ พัฒนาทางด้านนี้ ที่สําคัญๆ ซึ่งจะนําเสนอในที่นี้มี 3 รูปแบบดังนี้
       3.1 รูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดการพัฒนาทักษะปฏิบัติของซิมพ์สัน(Sirippson)
       3.2 รูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์ (Harrow)
       3.3 รูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ (Davies)

 3.1 รูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดการพัฒนาทักษะปฏิบัติของซิมพ์ซัน ( Instructional Model Based on Simpson's Processes for Psycho -- Motor Skill Development)
           ก. ทฤษฎีหลักการ/แนวคิดของรูปแบบ
ซิมพ์ซัน (Simpson, 1972) กล่าวว่า ทักษะเป็นเรื่องที่มีความเกี่ยวข้องกับ พัฒนาการทางการของผู้เรียน เป็นความสามารถในการประสานการทํางานของกล้ามเนื้อหรือร่างกาย ในการทํางานที่มีความซับซ้อนและต้องอาศัยความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อหลายๆ ส่วน การทํางานเกิดขึ้นได้จากการสั่งงานของสมอง ซึ่งต้องมีปฏิสัมพันธ์กับความรู้สึกที่เกิดขึ้น ทักษะ ปฏิบัตินี้สามารถพัฒนาด้วยการฝึกฝน ซึ่งหากได้รับการฝึกฝนที่ดีแล้ว จะเกิดความถูกต้อง ความ คล่องแคล่ว ความเชี่ยวชาญชํานาญการ และความคงทน ผลของพฤติกรรมหรือการกระทําสามารถ สังเกตได้จากความรวดเร็ว ความแม่นยํา ความแรงหรือความราบรื่นในการจัดการ
           ข. วัตถุประสงค์ของรูปแบบ
           เพื่อช่วยให้ผู้เรียนสามารถปฏิบัติหรือทํางานที่ต้องอาศัยการเคลื่อนไหวหรือ ประสานงานของกล้ามเนื้อทั้งหลายได้อย่างดี มีความถูกต้อง และมีความชํานาญ
        ค. กระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบ
ขั้นที่ 1 ขั้นการรับรู้ (perception) เป็นขั้นการให้ผู้เรียนรับรู้สิ่งที่จะทํา โดยการ ให้ผู้เรียนสังเกตการณ์ทํางานนั้นอย่างตั้งใจ
ขั้นที่ 2 ขั้นการเตรียมความพร้อม (readiness) เป็นขั้นการปรับตัวให้พร้อมเพื่อ การทํางานหรือแสดงพฤติกรรมนั้น ทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ โดยการปรับตัวให้พร้อมที่จะทำการเคลื่อนไหว หรือแสดงทักษะนั้นๆ และมีจิตใจและสภาวะอารมณ์ที่ดีต่อการที่จะท้าหรือแสดงทักษะนั้นๆ
ขั้นที่ 3 ขั้นการสนองตอบภายในการควบคุม (guided response) เป็นขั้นที่ให้ โอกาสแก่ผู้เรียนในการตอบสนองต่อสิ่งที่รับรู้ ซึ่งอาจใช้วิธีการให้ผู้เรียนเลียนแบบ การกระทํา หรือ การแสดงทักษะนั้น หรืออาจใช้วิธีการให้ผู้เรียนลองผิดลองถูก (trial and error) จนกระทั่งสามารถตอบสนองได้อย่างถูกต้อง
ขั้นที่ 4 ขั้นการให้ลงมือกระทําจนกลายเป็นกลไกที่สามารถกระทําได้เอง สmechanism) เป็นขั้นที่ช่วยให้ผู้เรียนประสบผลสําเร็จในการปฏิบัติ และเกิดความเชื่อมั่นในการทําสิ่ง นั้นๆ
ขั้นที่ 5 ขั้นการกระทําอย่างชํานาญ (complex Overt response) เป็นขั้นที่ช่วยให้ ผู้เรียนได้ฝึกฝนการกระทํานั้นๆจนผู้เรียนสามารถทําได้อย่างคล่องแคล่ว ชํานาญ เป็นไปโดย อัตโนมัติ และด้วยความเชื่อมั่นในตนเอง
ขั้นที่ 6 ขั้นการปรับปรุงและประยุกต์ใช้เป็นขั้นที่ช่วยให้ผู้เรียนปรับปรุง ทักษะหรือการปฏิบัติของตนให้ดียิ่งขึ้น และประยุกต์ใช้ทักษะที่ตนได้รับการพัฒนาในสถานการณ์ ต่างๆ
ขั้นที่ 7 ขั้นการคิดริเริ่ม เมื่อผู้เรียนสามารถปฏิบัติหรือกระทําสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อย่างชํานาญ และสามารถประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ที่หลากหลายแล้ว ผู้ปฏิบัติจะเริ่มเกิดความคิด ใหม่ๆ ในการกระทําหรือปรับการกระทํานั้นให้เป็นไปตามที่ตนต้องการ

 ง. ผลที่ผู้เรียนจะได้รับจากการเรียนตามรูปแบบ
        ผู้เรียนจะสามารถกระทําหรือแสดงออกอย่างคล่องแคล่วชํานาญ ในสิ่งที่ ต้องการให้ผู้เรียนทําได้ นอกจากนั้นยังช่วยพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ และความอดทนให้เกิดขึ้นใน ตัวผู้เรียนด้วย

 3.2 รูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์ (Harrow's Instructional Model for Psychomotor Domain)
         ก. ทฤษฎี "หลักการ/แนวคิดของรูปแบบ
แฮร์โรว์ (Harrow, 1972 : 96 - 99) ได้จัดลําดับขั้นของการเรียนรู้ทางด้าน ทักษะปฏิบัติไว้ 5 ขั้นตอน โดยเริ่มจากระดับที่ซับซ้อนน้อยไปจนถึงระดับที่มีความซับซ้อนมาก ดังนั้นการกระทําจึงเริ่มจากการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อใหญ่ไปถึงการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อย่อย ลําดับ ขั้นดังกล่าวได้แก่การเลียนแบบ การลงมือกระทําตามคําสั่ง การกระทําอย่างถูกต้องสมบูรณ์ การแสดงออกและการกระทําอย่างเป็นธรรมชาติ
        ข. วัตถุประสงค์ของรูปแบบ
รูปแบบนี้มุ่งช่วยให้ผู้เรียนเกิดความสามารถทางด้านทักษะปฏิบัติการต่างๆ กล่าวคือ ผู้เรียนสามารถปฏิบัติหรือกระทําอย่างถูกต้องสมบูรณ์และชํานาญ
       ค. กระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบ
ขั้นที่ 1 ขั้นการเลียนแบบ เป็นขั้นที่ให้ผู้เรียนสังเกตการกระทําที่ต้องการ ผู้เรียนทําได้ ซึ่งผู้เรียนย่อมจะรับรู้หรือสังเกตเห็นรายละเอียดต่างๆ ได้ไม่ครบถ้วน แต่อย่างน้อยผู้เรียนจะสามารถบอกได้ว่า ขั้นตอนหลักของการกระทํานั้นๆ มีอะไรบ้าง
ขั้นที่ 2 ขั้นการลงมือกระทําตามคําสั่ง เมื่อผู้เรียนได้เห็นและสามารถบอก ขั้นตอนของการกระทําที่ต้องการเรียนรู้แล้ว ให้ผู้เรียนลงมือทําโดยไม่มีแบบอย่างให้เห็น ผู้เรียน ลงมือทําตามคําสั่งของผู้สอน หรือทําตามคําสั่งที่ผู้สอนเขียนไว้ในคู่มือก็ได้ การลงมือปฏิบัติตาม คําสั่งนี้ แม้ผู้เรียนจะยังไม่สามารถทําได้อย่างสมบูรณ์ แต่อย่างน้อยผู้เรียนก็ได้ประสบการณ์ในการลงมือทํา และค้นพบปัญหาต่างๆ ซึ่งช่วยให้เกิดการเรียนรู้ และการปรับการกระทําให้ถูกต้องสมบูรณ์
ขั้นที่ 3 ขั้นการกระทําอย่างถูกต้องสมบูรณ์ (precision) ขั้นนี้เป็นขั้นที่ผู้เรียน จะต้องฝึกฝนมากขึ้นจนสามารถทําสิ่งนั้นๆ ได้อย่างถูกต้องสมบูรณ์ โดยไม่จําเป็นต้องมีแบบอย่าง หรือมีคําสั่งนําทางการกระทํา การกระทําที่ถูกต้องแม่นตรง พอดี สมบูรณ์แบบ เป็นสิ่งที่ผู้เรียนจะต้อง สามารถทําได้ในขั้นนี้
ขั้นที่ 4 ขั้นการแสดงออก (articulation) ขั้นนี้เป็นขั้นที่ผู้เรียนมีโอกาสได้ ฝึกฝนมากขึ้น จนกระทั่งสามารถกระทําสิ่งนั้นได้อย่างถูกต้องสมบูรณ์แบบอย่างคล่องแคล่ว รวดเร็ว ราบรื่น และด้วยความมั่นใจ
ขั้นที่ 5 ขั้นการกระทําอย่างเป็นธรรมชาติ (naturalization) ขั้นนี้เป็นขั้นที่ ผู้เรียนสามารถกระทําสิ่งนั้นๆ อย่างสบายๆ เป็นไปอย่างอัตโนมัติโดยไม่รู้สึกว่าต้องใช้ความพยายาม เป็นพิเศษ ซึ่งต้องอาศัยการปฏิบัติบ่อยๆ ในสถานการณ์ต่างๆ ที่หลากหลาย
             ง. ผลที่ผู้เรียนจะได้รับจากการเรียนตามรูปแบบ
ผู้เรียนจะเกิดการพัฒนาทางด้านทักษะปฏิบัติ จนสามารถกระทําได้อย่าง ถูกต้องสมบูรณ์

 3.3 รูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ (Davies's Instructional Model for Psychomotor Domain)
           ก. ทฤษฎีหลักการแนวคิดของรูปแบบ
        เดวีส์ (Davies, 1971 : 50 - 56) ได้นําเสนอแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาทักษะ ปฏิบัติได้ว่า ทักษะส่วนใหญ่จะประกอบไปด้วยทักษะย่อยๆ จํานวนมาก การฝึกให้ผู้เรียนสามารถทําทักษะย่อยๆ เหล่านั้นได้ก่อนแล้วค่อยเชื่อมโยงต่อกันเป็นทักษะใหญ่ จะช่วยให้ผู้เรียนประสบ ผลสําเร็จได้ดีแล้วรวดเร็วขึ้น
          ข. วัตถุประสงค์ของรูปแบบ
              รูปแบบนี้มุ่งช่วยพัฒนาความสามารถด้านทักษะปฏิบัติของผู้เรียน โดยเฉพาะ อย่างยิ่ง ทักษะที่ประกอบด้วยทักษะย่อยจํานวนมาก
          ค. กระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบ
ขั้นที่ 1 ขั้นสาธิตทักษะหรือการกระทําขั้นนี้เป็นขั้นที่ให้ผู้เรียนได้เห็นทักษะ หรือการกระทําที่ต้องการให้ผู้เรียนทําได้ในภาพรวม โดยสาธิตให้ผู้เรียนดูทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ ทักษะหรือการกระทําที่สาธิตให้ผู้เรียนดูนั้น จะต้องเป็นการกระทําในลักษณะที่เป็นธรรมชาติ ไม่ช้า หรือเร็วเกินปกติ ก่อนการสาธิต ครูควรให้คําแนะนําแก่ผู้เรียนในการสังเกต ควรชี้แนะจุดสําคัญที่ควร ให้ความสนใจเป็นพิเศษในการสังเกต
ขั้นที่ 2 ขั้นสาธิตและให้ผู้เรียนปฏิบัติทักษะย่อย เมื่อผู้เรียนได้เห็นภาพรวม ของการกระทําหรือทักษะทั้งหมดแล้ว ผู้สอนควรแตกทักษะทั้งหมดให้เป็นทักษะย่อยๆ หรือแบ่งสิ่ง ที่กระทําออกเป็นส่วนย่อยๆ และสาธิตส่วยย่อยแต่ละส่วนให้ผู้เรียนสังเกต และทำตามไปทีละส่วน อย่างช้าๆ
ขั้นที่ 3 ขั้นให้ผู้เรียนปฏิบัติทักษะย่อยๆ ผู้เรียนลงมือปฏิบัติทักษะย่อย โดยไม่ มีการสาธิตหรือมีแบบอย่างให้ดู หากติดขัดจุดใด ผู้สอนควรให้คําชี้แนะ และช่วยแก้ไขจนกระทั่ง ผู้เรียนทําได้ เมื่อได้แล้วผู้สอนจึงเริ่มสาธิตทักษะย่อยส่วนต่อไป และให้ผู้เรียนปฏิบัติทักษะย่อยนั้น จนทําได้ ทําเช่นนี้เรื่อยไปจนกระทั่งครบทุกส่วน
        ขั้นที่ 4 ขั้นให้เทคนิควิธีการ เมื่อผู้เรียนปฏิบัติได้แล้ว ผู้สอนอาจแนะนํา เทคนิควิธีการที่จะช่วยให้ผู้เรียนสามารถทํางานนั้นได้ดีขึ้น เช่น ทําได้ประณีตสวยงามขึ้น ทําได้ รวดเร็วขึ้น หรือสิ้นเปลืองน้อยลง เป็นต้น
ขั้นที่ 5 ขั้นให้ผู้เรียนเชื่อมโยงทักษะย่อยๆ เป็นทักษะที่สมบูรณ์ เมื่อผู้เรียน สามารถปฏิบัติแต่ละส่วนได้แล้ว จึงให้ผู้เรียนปฏิบัติทักษะย่อยๆ ต่อเนื่องกันตั้งแต่ต้นจนจบ และฝึก ปฏิบัติหลายๆ ครั้งจนกระทั่งสามารถปฏิบัติทักษะที่สมบูรณ์ได้อย่างชํานาญ
         ง. ผลที่ผู้เรียนจะได้รับจากการเรียนตามรูปแบบ
ผู้เรียนจะสามารถปฏิบัติได้อย่างดี มีประสิทธิภาพ

             4. รูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นการพัฒนาทักษะกระบวนการ (Process Skills)
ทักษะกระบวนการเป็นทักษะที่เกี่ยวข้องกับวิธีดําเนินการต่างๆ ซึ่งอาจเป็น กระบวนการทางสติปัญญา เช่น กระบวนการสืบสอบแสวงหาความรู้ หรือกระบวนการคิดต่างๆ อาทิการคิดวิเคราะห์ การอุปนัย การนิรนัย การใช้เหตุผล การสืบสอบ การคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และ อย่างมีวิจารณญาณ เป็นต้น ปัจจุบันการศึกษาให้ความสําคัญในเรื่องนี้มาก เพราะถือเป็นเครื่อง สําคัญในการดํารงชีวิต ในที่นี้ ผู้เขียนได้คัดเลือกรูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นการพัฒนา ด้านกระบวนการมานําเสนอ 4 รูปแบบ ดังนี้
         4.1 รูปแบบการเรียนการสอนกระบวนการสืบสอบ และแสวงหาความรู้เป็นกลุ่ม
         4.2 รูปแบบการเรียนการสอนกระบวนการคิดอุปนัย
         4.3 รูปแบบการเรียนการสอนกระบวนการคิดสร้างสรรค์
         4.4 รูปแบบการเรียนการสอนกระบวนการคิดแก้ปัญหาอนาคตตามแนวของทอง แรนซ์

 4.1 รูปแบบการเรียนการสอนกระบวนการสืบสอบ และแสวงหาความรู้เป็นกอง(Group Investigation Instructional Model)
        ก. หลักการทฤษฎีแนวคิดของรูปแบบ
จอยส์และวีล (Joyce & Weil, 1996 : 80 - 88) เป็นผู้พัฒนารูปแบบนี้จาก แนวคิดหลักของเธเลน (Thelen) 2 แนวคิด คือแนวคิดเกี่ยวกับการสืบเสาะแสวงหาความรู้ (inquiry) และแนวคิดเกี่ยวกับความรู้ (knowledge) เธเลนได้อธิบายว่า สิ่งสําคัญที่สามารถช่วยให้ผู้เรียนเกิด ความรู้สึกหรือความต้องการที่จะสืบค้นหรือเสาะแสวงหาความรู้ก็คือตัวปัญหา แต่ปัญหานั้นจะต้องมี ลักษณะที่มีความหมายต่อผู้เรียนและท้าทายเพียงพอที่จะทําให้ผู้เรียนเกิดความต้องการที่จะแสวงหา คําตอบ นอกจากนั้นปัญหาที่มีลักษณะชวนให้เกิดความงุนงงสงสัย (puzzlement) หรือก่อให้เกิดความ ขัดแย้งทางความคิด จะยิ่งทําให้ผู้เรียนเกิดความต้องการที่จะเสาะแสวงหาความรู้หรือคําตอบมาก ยิ่งขึ้น เนื่องจากมนุษย์อาศัยอยู่ในสังคม ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นในสังคม เพื่อสนองความต้องการ ของตนทั้งทางด้านร่างกาย สติปัญญา จิตใจ อารมณ์ และสังคม ความขัดแย้งทางความคิดที่เกิดขึ้น ระหว่างบุคคลหรือในกลุ่ม จึงเป็นสิ่งที่บุคคลต้องพยายามหาหนทางขจัดแก้ไขหรือจัดการทําความ กระจ่างให้เป็นที่พอใจหรือยอมรับทั้งของตนเองและผู้เกี่ยวข้อง ส่วนในเรื่อง “ความรู้” นั้น เธเลน มีความเห็นว่า ความรู้เป็นเป้าหมายของกระบวนการสืบสอบทั้งหลาย ความรู้เป็นสิ่งที่ได้จากการนํา ประสบการณ์หรือความรู้เดิมมาใช้ในประสบการณ์ใหม่ ดังนั้น ความรู้จึงเป็นสิ่งที่ค้นพบผ่านทาง กระบวนการสืบสอบ (inquiry) โดยอาศัยความรู้และประสบการณ์
         ข. วัตถุประสงค์ของรูปแบบ
             รูปแบบนี้มุ่งพัฒนาทักษะในการสืบสอบเพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้ความเข้าใจ โดยอาศัยกลุ่มซึ่งเป็นเครื่องมือทางสังคมช่วยกระตุ้นความสนใจหรือความอยากรู้ และช่วยดําเนินงาน การแสวงหาความรู้หรือคําตอบที่ต้องการ
         ค. กระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบ
          ขั้นที่ 1 ให้ผู้เรียนเผชิญปัญหาหรือสถานการณ์ที่ชวนให้มึนงงสงสัย
          ปัญหาหรือสถานการณ์ที่ใช้ในการกระตุ้นความสนใจและความต้องการใน การสืบสอบและแสวงหาความรู้ต่อไปนั้นควรเป็นปัญหาหรือสถานการณ์ที่เหมาะสม กับวัย ความสามารถและความสนใจของผู้เรียนและจะต้องมีลักษณะที่ชวนให้งุนงงสงสัย (puzzlement) เพื่อ ท้าทายความคิดและความใฝ่รู้ของผู้เรียน
         ขั้นที่ 2 ให้ผู้เรียนแสดงความคิดเห็นต่อปัญหาหรือสถานการณ์นั้น
          ผู้สอนกระตุ้นให้ผู้เรียนแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง และพยายาม กระตุ้นให้เกิดความขัดแย้ง หรือความแตกต่างทางความคิดขึ้น เพื่อท้าทายให้ผู้เรียน พยายามหาทาง เสาะแสวงหาข้อมูลหรือวิธีการพิสูจน์ทดสอบความคิดของตน เมื่อมีความแตกต่างทางความคิดเกิดขึ้น ผู้สอนอาจให้ผู้เรียนที่มีความคิดเห็นเกี่ยวกันรวมกลุ่มกัน หรืออาจรวมกลุ่มโดยให้แต่ละกลุ่มมีสมาชิก ที่มีความคิดเห็นแตกต่างกันก็ได้
         ขั้นที่ 3 ให้ผู้เรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันวางแผนในการแสวงหาความรู้
         เมื่อกลุ่มมีความคิดเห็นแตกต่างกันแล้ว สมาชิกแต่ละกลุ่มช่วยกันวางแผนว่า จะแสวงหาข้อมูลอะไร กลุ่มจะพิจารณาอะไร จะตั้งสมมติฐานอะไร กลุ่มจําเป็นต้องมีข้อมูลอะไร และจะไปแสวงหาที่ไหน หรือจะได้ข้อมูลนั้นมาได้อย่างไร จะต้องใช้เครื่องมืออะไรบ้าง เมื่อได้ ข้อมูลมาแล้ว จะวิเคราะห์อย่างไร และสรุปผลอย่างไร ใครจะช่วยทําอะไร จะใช้เวลาเท่าใด ขั้นนี้เป็น ขั้นที่ผู้เรียนจะต้องฝึกทักษะการสืบสอบ (inquiry) ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (Scientific process) และทักษะกระบวนการกลุ่ม (group process) ผู้สอนทําหน้าที่อํานวยความสะดวกในการ ทํางานให้แก่ผู้เรียน รวมทั้งให้คําแนะนําเกี่ยวกับการวางแผน แหล่งความรู้ และการทํางานร่วมกัน
         ขั้นที่ 4 ให้ผู้เรียนดําเนินการแสวงหาความรู้
         ผู้เรียนดําเนินการเสาะแสวงหาความรู้ตามแผนงานที่ได้กําหนดไว้ ผู้สอนช่วย อํานวยความสะดวก ให้คําแนะนํา และติดตามการทํางานของผู้เรียน
ขั้นที่ 5 ให้ผู้เรียนวิเคราะห์ข้อมูล สรุปผลข้อมูล นําเสนอและอภิปรายผล
เมื่อกลุ่มรวบรวมข้อมูลได้มาแล้ว กลุ่มทําการวิเคราะห์ข้อมูล และสรุปผล ผู้สอนช่วยให้คําแนะนําเกี่ยวกับการวิเคราะห์ข้อมูลและสรุปผล ต่อจากนั้นจึงให้แต่ละกลุ่มนําเสนอผล อภิปรายผลร่วมกันทั้งชั้น และประเมินผลทั้งทางด้านผลงานและกระบวนการเรียนรู้ที่ได้รับ
ขั้นที่ 6 ให้ผู้เรียนกําหนดประเด็นปัญหาที่ต้องการสืบเสาะหาคําตอบต่อไป
การสืบสอบและแสวงหาความรู้ของกลุ่มตามขั้นตอนข้างต้น ช่วยให้กลุ่ม ได้รับความรู้ ความเข้าใจ และคําตอบในเรื่องที่ศึกษาและอาจจะพบประเด็นที่เป็นปัญหาชวนให้งุนงงสงสัยหรืออยากรู้ต่อไป ผู้เรียนสามารถเริ่มต้นวงจรการเรียนรู้ใหม่ ตั้งแต่ขั้นที่ 1 เป็น การสอนตามรูปแบบนี้ จึงอาจมีต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ตามความสนใจของผู้เรียน
          ผลที่ผู้เรียนจะได้รับจาการเรียนตามรูปแบบ
ผู้เรียนจะสามารถสืบสอบและเสาะแสวงหาความรู้ได้ด้วยตนเองเดิน รู้และมีความมั่นใจในตนเองเพิ่มขึ้น และได้พัฒนาทักษะการสืบสอบ (inquiry skills)ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (Scientific process) และทักษะกระบวนการกลุ่ม (group process)

 4.2 รูปแบบการเรียนการสอนกระบวนการคิดอุปนัย (Inductive Instructional Model)
ก. ทฤษฎีหลักการ/แนวคิดของรูปแบบ
รูปแบบนี้ จอยส์ และวีล (Joyce & Weil, 1967 : 149 – 159) พัฒนาขึ้นโดย แนวคิดของทาบา (Taba, 1967 : 90 - 92) ซึ่งเชื่อว่าการคิดเป็นสิ่งที่สอนได้ การคิดเป็น ปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและข้อมูล และกระบวนการนี้มีลําดับขั้นตอน ดังเช่นการคิดอปะ (inductive thinking) จะต้องเริ่มจากการสร้างความคิดรวบยอด หรือมโนทัศน์ก่อน (core formation) แล้วจึงถึงขั้นการตีความข้อมูล และสรุป (interpretation of data) ต่อไปจึงนําข้อสรุปหรือ หลักการที่ได้ไปประยุกต์ใช้ (application of principles)
        ข. วัตถุประสงค์ของรูปแบบ
รูปแบบที่มุ่งพัฒนากระบวนการคิดแบบอุปนัยของผู้เรียนช่วยให้ผู้เรียนใช้ กระบวนการคิดดังกล่าวในการสร้างมโนทัศน์และประยุกต์ใช้มโนทัศน์ต่างๆ ได้
        ค. กระบวนการเรียนการสอนรูปแบบ
ขั้นที่ 1 การสร้างมโนทัศน์ ประกอบด้วย 3 ขั้นตอนย่อยคือ
1.1 ให้ผู้เรียนสังเกตสิ่งที่จะศึกษา และเขียนรายการสิ่งที่สังเกตเห็น หรือ อาจใช้วิธีอื่นๆ เช่น ตั้งคําถาม ให้ผู้เรียนตอบในขั้นนี้ผู้เรียนจะต้องได้รายการของสิ่งต่างๆ ที่ใช่หรือไม่ใช่ตัวแทนของมโนทัศน์ที่ต้องการให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้
1.2 จากรายการของสิ่งที่เป็นตัวแทนและไม่เป็นตัวแทนของมโนทัศน์ ให้ผู้เรียนจัดหมวดหมู่ของสิ่งเหล่านั้น โดยการกําหนดเกณฑ์ในการจัดกลุ่ม ซึ่งก็คือคุณสมบัติที่เหมือนกันของสิ่งเหล่านั้น ผู้เรียนจะจัดสิ่งที่มีคุณสมบัติที่เหมือนกันไว้เป็นกลุ่มเดียวกัน
1.3 ตั้งชื่อหมวดหมู่ที่จัดขึ้น ผู้เรียนจะต้องพิจารณาว่าอะไรเป็นหัวข้อให้ อะไรเป็นหัวข้อย่อย และตั้งชื่อหัวข้อให้เหมาะสม
ขั้นที่ 2 การตีความและสรุปข้อมูล ประกอบด้วย 3 ขั้นย่อยดังนี้      
2.1 ระบุความสัมพันธ์ของข้อมูล ผู้เรียนศึกษาข้อมูลเพื่อให้เข้าใจข้อมูล และเห็นความสัมพันธ์ที่สําคัญๆ ของข้อมูล
2.2 สํารวจความสัมพันธ์ของข้อมูล ผู้เรียนศึกษาข้อมูลและความสัมพันธ์ เข้ามลในลักษณะต่างๆ เช่น ความสัมพันธ์ในลักษณะของเหตุและผลความสัมพันธ์ของข้อมูลใน หมวดนี้กับข้อมูลในหมวดอื่น จนสามารถอธิบายได้ว่าข้อมูลต่างๆ สัมพันธ์กันอย่างไรและด้วยเหตุผลใด
2.3 สรุปอ้างอิง เมื่อค้นพบความสัมพันธ์หรือหลักการแล้วให้ผู้เรียนสรุป อ้างอิงโดยโยงสิ่งที่ค้นพบไปสู่สถานการณ์อื่นๆ
ขั้นที่ 3 การประยุกต์ใช้ข้อมูลหรือหลักการ
3.1 นําข้อสรุปมาใช้ในการทํานาย หรืออธิบายปรากฏการณ์อื่นๆ และฝึกตั้งสมมติฐาน
3.2 อธิบายให้เหตุผลและข้อมูลสนับสนุนการทํานายและสมมติฐานของตน
3.3 พิสูจน์ ทดสอบ การทํานายและสมติฐานของตน
         ง. ผลที่ผู้เรียนจะได้รับจากการเรียนตามรูปแบบ
ผู้เรียนจะสามารถสร้างมโนทัศน์ และประยุกต์ใช้มโนทัศน์นั้นด้วย กระบวนการคิดแบบอุปนัย และผู้เรียนสามารถนํากระบวนการคิดดังกล่าวไปใช้ในการสร้าง มโนทัศน์อื่นๆ ต่อไปได้

 4.3 รูปแบบการเรียนการสอนกระบวนการคิดสร้างสรรค์ (Synectics Instructional Model)
ก. ทฤษฎีหลักการ/แนวคิดของรูปแบบ
รูปแบบการเรียนการสอนกระบวนการคิดสร้างสรรค์ หรือ “Synectics Instructional Model” นี้ เป็นรูปแบบที่จอยส์ และวีล (Joyce and Weil, 1966 : 239- 253) พัฒนาขึ้นจาก แนวคิดของ กอร์ดอน (Gordon) ที่กล่าวว่าบุคคลทั่วไปมักยึดติดกับวิธีคิดแก้ปัญหาแบบเดิมๆ ของตน โดยไม่ค่อยคํานึงถึงความคิดของคนอื่น ทําให้ความคิดของตนคับแคบและไม่สร้างสรรค์ บุคคลจะเกิด ความคิดเห็นที่สร้างสรรค์แตกต่างไปจากเดิมได้ หากมีโอกาสได้ลองคิดมาก่อน หรือคิดโดยสมมติ ตัวเองเป็นคนอื่น และถ้ายิ่งให้บุคคลจากหลายกลุ่มประสบการณ์มาช่วยกันแก้ปัญหา ก็จะยิ่งได้วิธีการ ที่หลากหลายขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้นกอร์ดอนจึงได้เสนอให้ผู้เรียนมีโอกาสคิด แก้ปัญหาด้วยแนวความคิดใหม่ๆ ที่ไม่เหมือนเดิมไม่อยู่ในสภาพที่เป็นตัวเองให้ลองใช้ความคิดในฐานะที่เป็นคนอื่นหรือเป็นสิ่งตื่น สภาพเช่นนี้จะกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความคิดใหม่ๆ ขึ้นได้ เสนอวิธีการคิดเปรียบเทียบแบบอุปมาอุปไมยเพื่อใช้ในการกระตุ้นความคิดใหม่ๆ ไว้ 3 คะแนน เปรียบเทียบแบบตรง (direct analogy) การเปรียบเทียบบุคคลกับสิ่งของ (personal analogy) และการเปรียบเทียบคำคู่ขัดแย้ง (compressed conflict) วิธีการนี้มีประโยชน์มากเป็นพิเศษสําหรับการเรียนรู้เกี่ยวกับการเขียนและการพูดอย่างสร้างสรรค์ รวมทั้งการสร้างสรรค์งานทางศิลปะ
         วัตถุประสงค์ของรูปแบบ
              รูปแบบนี้มุ่งพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียน ช่วยให้ผู้เรียนเกิดแนวคิด ใหม่แตกต่างไปจากเดิม และสามารถนําความคิดใหม่นั้นไปใช้ให้เป็นประโยชน์ได้
        ค. กระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบ
            ขั้นที่ 1 ขึ้นนํา ผู้สอนให้ผู้เรียนทํางานต่างๆ ที่ต้องการให้ผู้เรียนทํา เช่นให้ เขียน บรรยาย เล่า ทํา แสดง วาดภาพ สร้าง นั้น เป็นต้น ผู้เรียนทํางานนั้นๆ ตามปกติที่เคยท่า แสร้ง แล้ว ให้เป็นผลงานไว้ก่อน
            ขั้นที่ 2 ชั้นการสร้างอุปมาแบบตรงหรือแบบเปรียบเทียบแบบตรง (direct analogy) ผู้สอนเสนอคําคู่ให้ผู้เรียนเปรียบเทียบความเหมือนและความแตกต่าง เช่น ลูกบอล กับ มะนาว เหมือนหรือต่างกันอย่างไร คําคู่ที่ผู้สอนเลือกมาควรให้มีลักษณะที่สัมพันธ์กับเนื้อหาหรืองาน ที่ผู้เรียนทําในขั้นที่ 1 ผู้สอนเสนอคําคู่ให้ผู้เรียนเปรียบเทียบหลายๆ คู่ และจดคําตอบของผู้เรียนไว้บนกระดาษ
ขั้นที่ 3 ขั้นการสร้างอุปมาบุคคลหรือเปรียบเทียบบุคคลกับสิ่งของ (personal analogy) ผู้สอนให้ผู้เรียนสมมติตัวเองเป็นสิ่งใดสิ่งหนึ่ง และแสดงความรู้สึกออกมา เช่น ถ้าเปรียบ ผู้เรียนเป็นเครื่องซักผ้า จะรู้สึกอย่างไร ผู้สอนจดคําตอบของผู้เรียนไว้บนกระดาษ
             ขั้นที่ 4 ขั้นการสร้างอุปมาคําคู่ขัดแย้ง (compressed conflict) ผู้สอนให้ผู้เรียน นําคํา หรือวลีที่ได้จากการเปรียบเทียบในขั้นที่ 2 และ 3 มาประกอบกันเป็นคําใหม่ที่มีความหมาย ขัดแย้งกันในตัวเอง เช่น ไฟเป็น น้ำผึ้งขม มัจจุราชสีน้ำผึ้ง เชือดนิ่มๆ เป็นต้น
             ขั้นที่ 5 ขั้นการอธิบายความหมายของคําคู่ขัดแย้ง ผู้สอนให้ผู้เรียนช่วยกัน อธิบายความหมายของคําคู่ขัดแย้งที่ได้
              ขั้นที่ 6 ชั้นนําความคิดใหม่มาสร้างสรรค์งาน ผู้สอนให้ผู้เรียนนํางานที่ทํา เติมในขั้นที่ 1 ออกมาทบทวนใหม่ และลองเลือกนําความคิดที่ได้มาใหม่จากกิจกรรมขั้นที่ 5 มาใช้ งานของตน ทําให้งานของตนมีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น
        ง. ผลที่ผู้เรียนจะได้รับอาการเรียนตามรูปเกม
ผู้เรียนจะเกิดความคิดใหม่ๆ และสามารถนําความคิดใหม่ๆ นั้นไปใช้ในงานของตน ทำให้งานของตนมีความแปลกใหม่ น่าสนใจมากขึ้น นอกจากนั้น ผู้เรียนยังเกิดความ ตระหนักในคุณค่าของการคิด และความคิดของผู้อื่นอีกด้วย

 4.4 รูปแบบการเรียนการสอนกระบวนการคิดแก้ปัญหาอนาคตตามแนวคิดของ หยวน (Torrance’s Future Problem – Solving Instructional Model)    
        ทฤษฎี/หลักการ/แนวคิดของรูปแบบ
            รูปแบบการเรียนการสอนนี้พัฒนามาจากรูปแบบการคิดแก้ปัญหาอนาคตตาม เด็ดของทอร์แรนซ์ (fortsit6, 1962) ซึ่งได้นําองค์ประกอบของความคิดสร้างสรรค์ 3องค์ประกอบ คือ การคิดกล่องแคล่ว (fluency) การติดยืดหยุ่น (flexibility) การคิดริเริ่ม (originality) มาใช้ประกอบกับกระบวนการคิดแก้ปัญหา และการใช้ประโยชน์จากกลุ่มซึ่งมีความคิดหลากหลาย โดยเป็นการใช้เทคนิคระดมสมองเกือบทุกขั้นตอน
       ข. วัตถุประสงค์ของรูปแบบ
           รูปแบบนี้มุ่งช่วยพัฒนาผู้เรียนให้ตระหนักรู้ในปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และเรียนรู้ที่จะแก้ปัญหาร่วมกัน ช่วยให้ผู้เรียนพัฒนาทักษะการคิดจํานวนมาก
       ค. กระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบ
         ขั้นที่ 1 การนําสภาพการณ์อนาคตเข้าสู่ระบบการคิด
         นําเสนอสภาพการณ์อนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้น หรือกระตุ้นให้ผู้เรียนใช้การคิด ตอนแต่ยว การคิดยืดหยุ่น การคิดริเริ่ม และจินตนาการ ในการทํานายสภาพการณ์ อนาคตจากข้อมูล ข้อเท็จจริง และประสบการณ์ของตน
         ขั้นที่ 2 การระดมสมองเพื่อค้นหาปัญหา
         จากสภาพการณ์อนาคตในขั้นที่ 1 ผู้เรียนช่วยกันวิเคราะห์ว่าอาจจะเกิดปัญหา อะไรขึ้นบ้างในอนาคต
         ขั้นที่ 3 การสรุปปัญหาและจัดลําดับความสําคัญของปัญหา
         ผู้เรียนนําปัญหาที่วิเคราะห์ได้มาจัดกลุ่ม หรือจัดความสัมพันธ์เพื่อกําหนดว่า กะในในปัญหาหลัก อะไรเป็นปัญหารอง และจัดลําดับความสําคัญของปัญหา
         ขั้นที่ 4 การระดมสมองหาวิธีการแก้ปัญหา
          ผู้เรียนร่วมกันคิดวิธีแก้ปัญหา โดยพยายามคิดให้ได้ทางเลือกที่แปลกใหม่จำนวนมาก
        ขั้นที่ 5 การเลือกวิธีการแก้ปัญหาที่ดีที่สุด
         เสนอเกณฑ์หลายๆ เกณฑ์ที่จะใช้ในการเลือกวิธีการแก้ปัญหาแล้วด้วย เลือกเกณฑ์ที่มีความเหมาะสมและมีความเป็นไปได้ในแต่ละสภาพการณ์ ต่อไปจึงนําเกณฑ์ ไว้มาใช้ในการเลือกวิธีการแก้ปัญหาที่ดีที่สุด โดยพิจารณาถึงน้ำหนักความสําคัญของเกณฑ์แต่ละข้อมาด้วย
       ขั้นที่ 6 การนําเสนอวิธีแก้ปัญหาอนาคต
        ผู้เรียนนําวิธีการแก้ปัญหาอนาคตที่ได้มาเรียบเรียงอธิบายรายละเอียดเพิ่มเป็น ข้อมูลที่จําเป็น คิดวิธีการนําเสนอที่เหมาะสมและนําเสนออย่างเป็นระบบน่าเชื่อถือ
      ง. ผลที่ผู้เรียนจะได้รับจากการเรียนตามรูปแบบ
           ผู้เรียนจะได้พัฒนาทักษะการคิดแก้ปัญหา และตระหนักรู้ในปัญหาที่อาจจะ เกิดขึ้นในอนาคต และสามารถใช้ทักษะการคิดแก้ปัญหามาใช้ในการคิดแก้ปัญหาปัจจุบัน และ ป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

             5. รูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นการบูรณาการ (Integration)
      รูปแบบการเรียนการสอนในหมวดนี้ เป็นรูปแบบที่พยายามพัฒนาการเรียนรู้ด้าน ต่างๆ ของผู้เรียนไปพร้อมๆ กัน โดยใช้การบูรณาการทั้งทางด้านเนื้อหาสาระและวิธีการรูปแบบใน ลักษณะนี้กําลังได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะมีความสอดคล้องกับหลักทฤษฎีทางการศึกษาที่ มุ่งเน้นการพัฒนารอบด้านหรือการพัฒนาเป็นองค์รวม รูปแบบในลักษณะดังกล่าวที่นํามานําเสนอใน ที่นี้มี 4 รูปแบบใหญ่ๆ คือ
        1. รูปแบบการเรียนการสอนทางตรง
        2. รูปแบบการเรียนการสอนโดยการสร้างเรื่อง
        3. รูปแบบการเรียนการสอนตามวัฏจักรการเรียนรู้ 4 MAT
        4. รูปแบบการเรียนการสอนของการเรียนรู้แบบร่วมมือ
               4.1 รูปแบบจิ๊กซอร์ (JIGSAW)
                4.2 รูปแบบเอส.ที. เอ.ดี (STAD)
                4.3 รูปแบบ ที. เอ. ไอ. (TAI)
                4.4 รูปแบบ ที.จี.ที. (TGTD)
                4.5 รูปแบบแอล. ที. (LT)
                4.6 รูปแบบ จี. ไอ (GI)
                4.7 รูปแบบ ซี.ไอ.อาร์.ซี. (CIRC)
                4.8 รูปแบบคอมเพล็กซ์ (Complex Instruction)

1. รูปแบบการเรียนการสอนทางตรง (Direct Instruction Model)
          ก. ทฤษฎีหลักการ/แนวคิดของรูปแบบ
               จอยส์ และวีล (Joyce and Weil, 1996 : 334) อ้างว่า มีงานวิจัยจํานวนไม่น้อยที่ สู้ให้เห็นว่า การสอนมุ่งเน้นการให้ความรู้สึกที่ลึกซึ้ง ช่วยให้ผู้เรียนรู้สึกว่ามีบทบาทในการเรียน ทําให้ เรียนมีความตั้งใจในการเรียนรู้และช่วยให้ผู้เรียนประสบความสําเร็จในการเรียน การเรียนการสอน โดยจัดสาระและวิธีการให้ผู้เรียนอย่างดีทั้งทางด้านเนื้อหาความรู้ และการให้ผู้เรียนใช้เวลาเรียนอย่าง มีประสิทธิภาพ (academic learning) เป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนมากที่สุด ผู้เรียนมีจิตใจ จดจ่อกับสิ่งที่เรียนและช่วยให้ผู้เรียนถึง 80% ประสบความสําเร็จในการเรียน นอกจากนั้นยังพบว่า บรรยากาศการเรียนที่ไม่ปลอดภัยสําหรับผู้เรียน สามารถสกัดกั้นความสําเร็จของผู้เรียนได้ ดังนั้น ผู้สอนจึงจําเป็นต้องระมัดระวัง ไม่ทําให้ผู้เรียนเกิดความรู้สึกในทางลบ เช่น การดุด่าว่ากล่าว แสดง ความไม่พอใจ หรือวิพากษ์วิจารณ์ผู้เรียน
        ข. วัตถุประสงค์ของรูปแบบ
             รูปแบบการเรียนการสอนนี้มุ่งช่วยให้ได้เรียนรู้ทั้งเนื้อหา สาระ และ มในทัศน์ต่างๆ รวมทั้งได้ฝึกปฏิบัติทักษะต่างๆ จนสามารถทําได้ดีประสบผลสําเร็จได้ในเวลาที่จํากัด
        ค. กระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบ
           การเรียนการสอนของรูปแบบนี้ประกอบด้วยขั้นตอนสําคัญๆ 5 ขั้นตอนดังนี้
     ขั้นที่ 1 ขั้นนํา
            1.1 ผู้สอนแจ้งวัตถุประสงค์ของบทเรียน และระดับการเรียนรู้หรือ พฤติกรรมการเรียนรู้ที่คาดหวังแก่ผู้เรียน
            1.2 ผู้สอนชี้แจงสาระของบทเรียน และความสัมพันธ์กับความรู้และ ประสบการณ์เดิมของผู้เรียนอย่างคร่าวๆ
            1.3 ผู้สอนชี้แจงกระบวนการเรียนรู้ และหน้าที่รับผิดชอบของผู้เรียนใน การเรียนแต่ละขั้นตอน

      ขั้นที่ 2 ขั้นนําเสนอบทเรียน
            2.1 หากเป็นการนําเสนอเนื้อหาสาระข้อความรู้ หรือมโนทัศน์ ผู้สอนควร กลั่นกรองและสกัดคุณสมบัติเฉพาะของมโนทัศน์เหล่านั้น และนําเสนออย่างชัดเจน พร้อมทั้งอธิบาย และยกตัวอย่างประกอบให้ผู้เรียนเข้าใจ ต่อไปจึงสรุปคํานิยามของมโนทัศน์เหล่านั้น
           2.2 ตรวจสอบว่าผู้เรียนมีความเข้าใจตรงตามวัตถุประสงค์ ก่อนให้ผู้เรียน ลงมือฝึกปฏิบัติ หากผู้เรียนยังไม่เข้าใจ ต้องสอนซ่อมเสริมให้เข้าใจก่อน
         ขั้นที่ 3 ขั้นปฏิบัติตามแบน (structured practice)
                ผู้สอนปฏิบัติให้ผู้เรียนดูเป็นตัวอย่าง ผู้เรียนปฏิบัติตาม ผู้สอนให้ ป้อนกลับ ให้การเสริมแรงหรือแก้ไขข้อผิดพลาดของผู้เรียน
         ขั้นที่ 4 ขั้นฝึกปฏิบัติภายใต้การกํากับของผู้ชี้แนะ (guided practice)
              ผู้เรียนลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง โดยผู้สอนคอยดูแลอยู่ห่างๆ ผู้สด สามารถประเมินการเรียนรู้และความสามารถของผู้เรียนได้จากความสําเร็จและความผิด ปฏิบัติของผู้เรียน และช่วยเหลือผู้เรียน โดยให้ข้อมูลป้อนกลับเพื่อให้ผู้เรียน แก้ไขข้อผิดพลาดต่างๆ
          ขั้นที่ 5 การฝึกปฏิบัติอย่างอิสระ (independent practice)
                หลังจากที่ผู้เรียนสามารถปฏิบัติตามขั้นที่ 4 ได้ถูกต้องประมาณ 85 – 90%แล้ว ผู้สอนควรปล่อยให้ผู้เรียนปฏิบัติต่อไปอย่างอิสระเพื่อช่วยให้เกิดความชํานาญ และการเรียนรู้ คงทน ผู้สอนไม่จําเป็นต้องให้ข้อมูลป้อนกลับในทันที สามารถให้ภายหลังได้ การฝึกในขั้นนี้ไม่อาย ทําติดต่อกันในครั้งเดียว ควรมีการฝึกเป็นระยะๆ เพื่อช่วยให้การเรียนรู้อยู่คงทนนานขึ้น
        ง. ผลที่ผู้เรียนจะได้รับจากการเรียนตามรูปแบบ
           การเรียนการสอนแบบนี้ เป็นไปตามลําดับขั้นตอน ตรงไปตรงมา ผู้เรียนเกิด การเรียนรู้ทั้งทางด้านพุทธิพิสัย และทักษะพิสัยได้เร็วและได้มากในเวลาจํากัด ไม่สับสน ผู้เรียนได้ฝึก ปฏิบัติตามความสามารถของตนจนสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ ทําให้ผู้เรียนมีแรงจูงใจในการเรียน และมีความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง

 2. รูปแบบการเรียนการสอนโดยการสร้างเรื่อง (Storyline Method)
         ก. ทฤษฎีหลักการ/แนวคิดของรูปแบบ
           การจัดการเรียนการสอนโดยใช้วิธีการสร้างเรื่อง (Storyline Approach) พัฒนาขึ้นโดย คร.สตีฟเบ็ล และแซลลี่ ฮาร์คเนส (Steve Bell and Sally Harkness) จากสก็อตแลนด์ เขามีความเชื่อเกี่ยวกับการเรียนรู้ว่า (อรทัย มูลคํา และคณะ, 2541 : 34 - 35)
           1. การเรียนรู้ที่ดีควรมีลักษณะบูรณาการ หรือเป็นสหวิทยาการ คือเป็นการ เรียนรู้ที่ผสมผสานศาสตร์หลายๆ อย่างเข้าด้วยกัน เพื่อประโยชน์สูงสุดในการประยุกต์ใช้ในการ ทํางานและดําเนินชีวิตประจําวัน
           2. การเรียนรู้ที่ดีเป็นการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นผ่านทางประสบการณ์ตรงหรือการ กระทําหรือการมีส่วนร่วมของผู้เรียนเอง
           3. ความคงทนของผลการเรียนรู้ ขึ้นอยู่กับวิธีการเรียนรู้หรือวิธีการที่ได้รับความรู้มา
           4. ผู้เรียนสามารถเรียนรู้คุณค่าและสร้างผลงานที่ดีได้หากมีโอกาสได้ลงมือกระทํา
             นอกจากความเชื่อดังกล่าวแล้ว การเรียนการสอนโดยใช้วิธีการสร้างเรื่องนี้ยัง ใช้หลักการเรียนรู้และการสอนอีกหลายประการ เช่น การเรียนรู้จากสิ่งใกล้ตัวไปสู่วิถีชีวิตจริง การ สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง และการเรียนการสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
             จากฐานความเชื่อและหลักการดังกล่าว สตีฟเบ็ล (ศูนย์สิ่งแวดล้อมศึกษาและ โลกศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2542 : 4) ได้พัฒนารูปแบบการเรียนการสอนที่มี ลักษณะบูรณาการเนื้อหาหลักสูตรและทักษะการเรียนจากหลายสาขาวิชาเข้าด้วยกัน โดยให้ผู้เรียนได้ สร้างสรรค์เรื่องขึ้นด้วยตนเอง โดยผู้สอนทําหน้าที่วางเส้นทาง เดินเรื่องให้ โดยดําเนินการเรื่อง แบ่งเป็นตอนๆ (episode) แต่ละตอนประกอบด้วยกิจกรรมย่อยที่เชื่อมโยงกันด้วยคําถามหลัก (key question) ลักษณะของคําถามหลักที่เชื่อมโยงกับเรื่องราวให้ดําเนินไปอย่างต่อเนื่องมี 4 คําถามได้แก่ ที่ไหน ใคร ทําอะไรอย่างไร และมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ผู้สอนจะใช้คําถามหลักเหล่านี้เปิดประเด็น ให้ผู้เรียนคิดร้อยเรียงเรื่องราวด้วยตนเอง รวมทั้งสร้างสรรค์ชิ้นงานประกอบกันไป การเรียนการสอน ด้วยวิธีดังกล่าวจึงช่วยให้ผู้เรียนมีโอกาสได้ใช้ประสบการณ์และความคิดของตนอย่างเต็มที่ และมีโอกาสได้แลกเปลี่ยนความรู้ความคิดกัน อภิปรายร่วมกัน และเกิดการเรียนรู้อย่างกว้างขวาง
        ข.วัตถุประสงค์ของรูปแบบ
           เพื่อช่วยพัฒนาความรู้ ความเข้าใจ และเจตคติของผู้เรียนในเรื่องที่เรียน รวมทั้งทักษะกระบวนการต่างๆ เช่น ทักษะการคิด ทักษะการทํางานร่วมกับผู้อื่น ทักษะการแก้ปัญหา ทักษะการสื่อสาร เป็นต้น
       ค. กระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบ
              การเรียนการสอนตามรูปแบบจําเป็นต้องมีการวางแผนและจัดเตรียมวัสดุ อุปกรณ์ล่วงหน้า โดยดําเนินการดังนี้
             ขั้นที่ 1 การกําหนดเส้นทางเดินเรื่องให้เหมาะสม
ผู้สอนจําเป็นต้องวิเคราะห์จุดหมายและเนื้อหาสาระของหลักสูตร และเลือก หัวข้อเรื่องให้สอดคล้องกับเนื้อหาสาระของหลักสูตรที่ต้องการจะให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ และจัดแผนการ สอนในรายละเอียดเส้นทางเดินเรื่อง ประกอบด้วย 4องค์ (episode) หรือ 4 ตอนด้วยกัน คือ ฉาก ตัวละคร วิถีชีวิตและเหตุการณ์ ในแต่ละองค์ ผู้สอนจะต้องกําหนดประเด็นหลักขึ้นมาแล้วตั้งเป็น คําถามแล้วตั้งเป็นคําถามนําให้ผู้เรียนศึกษาหาคําตอบ ซึ่งคําถามเหล่านี้จะโยงไปยังคําตอบที่สัมพันธ์ กับเนื้อหาวิชาต่างๆ ที่ประสงค์จะบูรณาการเข้าด้วยกัน ดังแสดงตัวอย่างเส้นทางเดินเรื่อง และตัวอย่าง แผนการจัดการเรียนการสอน ไว้ในภาพที่ 3 และ ตารางที่ 9 (วลัย พานิช, 2543 : 29 - 41)
           ขั้นที่ 2 การดําเนินกิจกรรมการเรียนการสอน
           ผู้สอนดําเนินการตามแผนการสอนไปตามลําดับ การเรียนการสอนแบบนี้ อาจใช้เวลาเพียงไม่กี่คาบ หรือต่อเนื่องกันเป็นภาคเรียนก็ได้ แล้วแต่หัวเรื่องและการบูรณาการว่า สามารถทําได้ครอบคลุมเพียงใดแต่ไม่ควรใช้เวลาเกิน 1ภาคเรียน เพราะผู้เรียนอาจเกิดความเบื่อ หน่าย ในการเริ่มกิจกรรมใหม่ ผู้สอนควรเชื่อมโยงกับเรื่องที่ค้างไว้เดิมให้สานต่อกันเสมอและควรให้ ผู้เรียนสรุปความคิดรวบยอดของแต่ละกิจกรรม ก่อนจะขึ้นกิจกรรมใหม่ นอกจากนั้นควรกระตุ้นให้ ผู้เรียนศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากแหล่งความรู้ที่หลากหลาย เปิดโอกาสให้ผู้เรียนชื่นชมผลงานของกัน และกัน และได้ปรับปรุงพัฒนางานของตน
          ขั้นที่ 3 การประเมิน
          ผู้สอนใช้การประเมินผลตามสภาพที่แท้จริง (authentic assessment) คือการ ประเมินจากการสังเกต การบันทึก และการรวบรวมข้อมูลจากผลงานและการแสดงออกของผู้เรียน การประเมินจะไม่เน้นเฉพาะทักษะพื้นฐานเท่านั้น แต่จะรวมถึงทักษะการคิด การทํางาน การร่วมมือ การแก้ปัญหา และอื่นๆ การประเมินให้ความสําคัญในการประสบผลสําเร็จในการทํางานของผู้เรียน แต่ละคน มากกว่าการประเมินผลการเรียนที่มุ่งให้คะแนนผลผลิต และจัดลําดับที่เปรียบเทียบกับกลุ่ม
         ง. ผลที่ผู้เรียนจะได้จากการเรียนรู้ตามรูปแบบ
ผู้เรียนจะเกิดความรู้ ความเข้าใจ ในเรื่องที่เรียน ในระดับที่สามารถวิเคราะห์และสังเคราะห์ได้ รวมทั้งได้พัฒนาทักษะกระบวนการต่างๆ

  ตัวอย่างแผนการสอน Story line
หัวข้อ : ครอบครัวไทยในยุคไอเอ็มเอฟ เสนอโดย ผศ.ดร. วลัย พานิช

การผูกเรื่อง(ดำเนินเรื่อง)
แผนผัง
กิจกรรม
ลักษณะการจัดชั้นเรียน
สื่อการเรียนการสอน
ผลงานของนักเรียน
การประเมินผล
1.ครอบครัวคนไทย





ครอบครัวของคุณมีสมาชิกกี่คน ใครบ้าง มีอาชีพอะไรบ้าง

นักเรียนเสนอรูปของสมาชิกในครอบครัว บอกรายละเอียดของคนในครอบครัว
กลุ่มย่อย






กระดาษ กาว สี





รูปภาพของสมาชิกในแต่ละครอบครัวและประวัติของสมาชิกในครอบครัว

*ทักษะต่างๆ
-การสังเกต
-การคิดสร้างสรรค์
-การทำงานกลุ่ม
-การจัดการ


2.ที่อยู่อาศัยของครอบครัว

ที่อยู่อาศัยของคุณมีลักษณะเป็นอย่างไร
นักเรียนเสนอลักษณะบ้านที่อยู่อาศัยของแต่ละครอบครัว
กลุ่มย่อย
กระดาษ กาว สี
ลักษณะของบ้าน
*ผลงานที่ได้รับมอบหมาย
3.การดำเนินชีวิต
การดำรงชีวิตของสมาชิกในครอบครัวเป็นอย่างไรบ้างสมาชิกในครอบครัวควรมีวิธีปฏิบัติต่อกันอย่างไร นอกจากความคิดสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสมาชิกในครอบครัวแล้วมีอะไรเป็นปัจจัยที่สำคัญทำให้ชีวิตครอบครัวเป็นปกติสุข
นักเรียนเขียนสรุปชีวิตประจำวันของสมาชิกในครอบครัวนักเรียนแสดง บทบาทสมมติเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติต่อกันระหว่างสมาชิกในครอบครัวระดมสมองคิดวิเคราะห์หลักสำคัญในการปฏิบัติตนระหว่างสมาชิกในครอบครัวนักเรียนวิเคราะห์ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ครอบครัวเป็นปกติสุขในประเด็น เช่น
-สุขอนามัยของสมาชิก
-ความประพฤติของสมาชิก
-มีรายได้ที่นำมาใช้จ่ายได้อย่างพอเพียงฯลฯ

 ตารางที่ 9 ตัวอย่างแผนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยการสร้างเรื่อง (วลัย พานิช,2543:40)


การผูกเรื่อง(ดำเนินเรื่อง)
แผนผัง
กิจกรรม
ลักษณะการจัดชั้นเรียน
สื่อการเรียนการสอน
ผลงานของนักเรียน
การประเมินผล
4.เหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้น














วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจในสังคมมีผลต่อครอบครัวอย่างไร

วิกฤตการณ์ดังกล่าวจะมีแนวทางที่จะแก้ปัญหาได้อย่างไร



นักเรียนเสนอวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในแต่ละครอบครัวและให้นักเรียนช่วยกันระบุบทบาทของสมาชิกแต่ละคนต่อการแก้ปัญหาในครอบครัว
กลุ่มย่อย

















กระดาษ

















เหตุการณ์ต่างๆที่เป็นวิกฤตทางเศรษฐกิจ














*ทักษะต่างๆ
-การคิดสร้างสรรค์
-การอภิปราย
-การทำงานกลุ่ม
-การคิดวิเคราะห์
-การแก้ปัญหา
*ผลงานที่ได้รับมอบหมาย


5.ศึกษาจากเรื่องราวที่เป็นจริง
ในเรื่องที่เกิดขึ้นจริงครอบครัวที่ประสบวิกฤตการณ์ได้มีการแก้ปัญหาอย่างไรมีหลักการที่ทำให้เกิดความสำเร็จอย่างไร
ครูเสนอตัวอย่างที่เป็นเรื่องจริงให้เปรียบเทียบการแก้ปัญหาระหว่างแนวคิดของตนเองกับแนวคิดของบุคคลในเรื่องจริงได้ปฏิบัติ
กลุ่มใหญ่ขึ้นทั้งชั้นเรียนหรือกลุ่มย่อย
ตัวอย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง
หลักการ/แนวคิดที่ทำให้เกิดความสำเร็จ
*ทักษะต่างๆ
-การคิดวิเคราะห์
-การอภิปราย
-การสรุป
-การประเมิน
*ผลงานที่ได้รับมอบหมาย
  
  3. รูปแบบการเรียนการสอนตามวัฏจักการเรียนรู้ 4 MAT
        ก. ทฤษฎีหลักการ/หรือแนวคิดของรูปแบบ
แม็คคาร์ธี (McCarthy อ้างถึง ศักดิ์ชัย นิรัญทวี และไพเราะ พุ่มมั่น, 2542 : พัฒนารูปแบบการเรียนการสอนนี้ขึ้นจากแนวคิดของโคล์ป (Kolb) ซึ่งอธิบายว่า การเรียนรู้ เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ของ 2 มิติ คือ การรับรู้ (perception) และกระบวนการจัดกระทําข้อมูล - in) การรับรู้ของบุคคลมี 2 ช่องทาง คือ ผ่านทางประสบการณ์ที่เป็นรูปธรรม และผ่านทาง ความคิดรวบยอดที่เป็นนามธรรม (abstract conceptualization) ส่วนกระบวนการจัดการกระทํากับ ข้อมูลที่รับรู้นั้น มี 2 ลักษณะเช่นเดียวกัน คือ การลงมือทดลองปฏิบัติ และการสังเกตโดยใช้ความคิด อย่างไตร่ตรอง เมื่อลากเส้นตรงของช่องทางการรับรู้ 2 ช่องทาง และเส้นตรงของกระบวนการจัด กระทําข้อมูลเพื่อให้เกิดการเรียนรู้มาตัดกัน แล้วเขียนเป็นวงกลมจะเกิดพื้นที่เป็น 4 ส่วนของวงกลม ซึ่งสามารถแทนลักษณะการเรียนรู้ของผู้เรียน 4 แบบ คือ แบบที่ 1 เป็นผู้เรียนที่ถนัดจินตนาการ (imaginative learners) เพราะมีการรับรู้ผ่านทางประสบการณ์ที่เป็นรูปธรรม และใช้กระบวนการจัด กระทําข้อมูลด้วยการสังเกตอย่างไตร่ตรอง แบบที่ 2 เป็นผู้เรียนที่ถนัดการวิเคราะห์ (analytic learners) เพราะมีการรับรู้ผ่านทางความคิดรวบยอดที่เป็นนามธรรม และชอบใช้กระบวนการสังเกต อย่างไตร่ตรอง แบบที่ 3 เป็นผู้เรียนที่ถนัดใช้สามัญสํานึก (common sense learners) เพราะมีการรับรู้ ผ่านทางความคิดรวบยอดที่เป็นนามธรรม และชอบใช้กระบวนการลงมือทํา แบบที่ 4 เป็นผู้เรียนที่ ถนัดในการปรับเปลี่ยน (dynamic learners) เพราะมีการรับรู้ผ่านทางประสบการณ์ที่เป็นรูปธรรมและ ชอบใช้กระบวนการลงมือปฏิบัติ แมคคาร์ธี และคณะ (ศักดิ์ชัย นิรัญทวี และไพเราะ พุ่มมั่น, 2542 : 7 - 1) ได้นําแนวคิดของโคล์ป มาประกอบกับแนวคิดเกี่ยวกับการทํางานของสมองทั้งสองซีก ทําให้ เกิดเป็นแนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้คําถามหลัก 4 คําถามคือ ทําไม (Why?) อะไร (What?) อย่างไร (How?) และถ้า (IP) ซึ่งสามารถพัฒนาผู้เรียนที่มีลักษณะการเรียนรู้แตกต่าง กันทั้ง 4 แบบ ให้สามารถใช้สมองทุกส่วนของตนในการพัฒนาศักยภาพของตนได้อย่างเต็มที่ (ศักดิ์ ชัย นิรัญทวี และไพเราะ พุ่มมั่น, 2542 : 15- 16)
           ข. วัตถุประสงค์ของรูปแบบ
เพื่อช่วยให้ผู้เรียนมีโอกาสได้ใช้สมองทุกส่วน (whole brain) ทั้งซีกซ้ายและ ขวา ในการสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่ตนเอง
           ค. กระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบ
การเรียนการสอนตามวัฏจักรการเรียนรู้ 4 MAT มีขั้นตอนดําเนินการ 8 ขั้น ดังนี้ (ศักดิ์ชัย นิรัญทวี และไพเราะ พุ่มมั่น, 2542 : 11 - 16, เธียร พานิช, 2542 : 3- 5)
           ขั้นที่ 1 การสร้างประสบการณ์ ผู้สอนเริ่มต้นจากการจัดประ ผู้เรียนเห็นคุณค่าของเรื่องที่เรียนด้วยตนเอง ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนสามารถตอบคําถามได้ ต้องเรียนรู้เรื่องนี้
           ขั้นที่ 2 การวิเคราะห์ประสบการณ์ หรือสะท้อนความคิดจากประ ช่วยให้ผู้เรียนเกิดความตระหนักรู้ และยอมรับความสําคัญของเรื่องที่เรียน
           ขั้นที่ 3 การพัฒนาประสบการณ์เป็นความคิดรวบยอดหรือแนวคิดเมื่อ เห็นคุณค่าของเรื่องที่เรียนแล้ว ผู้สอนจึงจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถสร้างความ รวบยอดขึ้นด้วยตนเอง
             ขั้นที่ 4 การพัฒนาความรู้ความคิด
เมื่อผู้เรียนมีประสบการณ์และเกิดความคิดรวบยอดหรือแนวคิดพอสมควร แล้ว ผู้สอนจึงกระตุ้นให้ผู้เรียนพัฒนาความรู้ความคิดของตนให้กว้างและลึกซึ้งขึ้น โดยการให้ผู้เสีย ศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมจากแหล่งความรู้ที่หลากหลาย การเรียนรู้ในขั้นที่ 3 และ 4 นี้คือการตอบคําถาม ว่า สิ่งที่ได้เรียนรู้คือ อะไร
            ขั้นที่ 5 การปฏิบัติตามแนวคิดที่ได้เรียนรู้
ในขั้นนี้ผู้สอนเปิดโอกาสให้ผู้เรียนนําความรู้ความคิดที่ได้รับจากการเรียนรู้ ในขั้นที่ 3 - 4 มาทดลองปฏิบัติจริง และศึกษาผลที่เกิดขึ้น
           ขั้นที่ 6 การสร้างสรรค์ชิ้นงานของตนเอง
จากการปฏิบัติตามแนวคิดที่ได้เรียนรู้ในขั้นที่ 5 ผู้เรียนจะเกิดการเรียนรู้ถึง จุดเด่นจุดด้อยของแนวคิด ความเข้าใจแนวคิดนั้นจะกระจ่างขึ้น ในขั้นนี้ผู้สอนควรกระตุ้นให้ผู้เรียนพัฒนาความสามารถของตน โดยการนําความรู้ความเข้าใจนั้นไปใช้หรือปรับประยุกต์ใช้ในการสร้าง ชิ้นงานที่เป็นความคิดสร้างสรรค์ของตนเอง ดังนั้นคําถามหลักที่ใช้ในขั้นที่ 5 - 6 ก็คือจะกระทํา อย่างไร
            ขั้นที่ 7 การวิเคราะห์ผลงานและแนวทางในการนําไปประยุกต์ใช้
             เมื่อผู้เรียนได้สร้างสรรค์ชิ้นงานของตนตามความถนัดแล้ว ผู้สอนควรเป็น โอกาสให้ผู้เรียนได้แสดงผลงานของตน ชื่นชมกับความสําเร็จ และเรียนรู้ที่จะวิพากษ์วิจารณ์ เพื่อ ปรับปรุงงานของตนให้ดีขึ้น และการนําไปประยุกต์ใช้ต่อไป
           ขั้นที่ 8 การและเปลี่ยนความรู้ความคิด ความคิดแก่กันและกัน และร่วมกันอภิปรายเพื่อการนําการเรียนรู้ไปเชื่อมโยงกับชีวิตจริงและอนาคต
เบนในของการขยายขอบข่ายของความรู้โดยการแลกเปลี่ยนความ คําถามหลักในการอภิปรายก็คือ ถ้า...ซึ่งอาจนําไปสู่การเปิดประเด็นใหม่สําหรับผู้เริ่มต้นวัฏจักรของการเรียนรู้ในเรื่องใหม่ต่อไป
       ง. ผลที่ผู้เรียนจะได้รับจากการเรียนรู้ตามรูปแบบ
          ผู้เรียนจะสามารถสร้างความรู้ด้วยตนเองในเรื่องที่เรียน จะเกิดความรู้ความเข้าใจและนําความรู้ความเข้าใจนั้นไปใช้ได้ และสามารถสร้างผลงานที่เป็นความคิดสร้างสรรค์ของ ตนเอง รวมทั้งได้พัฒนาทักษะกระบวนการต่างๆ อีกจํานวนมาก

   4. รูปแบบการเรียนการสอนของการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Instructional Models of Cooperative Learning)
       ก. ทฤษฎีหลักการ/แนวคิดของรูปแบบ
รูปแบบการเรียนการสอนของการเรียนรู้แบบร่วมมือ พัฒนาขึ้นโดยอาศัย หลักการเรียนรู้แบบร่วมมือของจอห์นสัน (Johnson & Johnson, 1974 : 213 - 240) ซึ่งได้ชี้ให้เห็นว่า ผู้เรียนควรร่วมมือกันในการเรียนรู้มากกว่าการแข่งขัน เพราะการแข่งขันก่อให้เกิดสภาพการณ์ของ การแพ้ - ชนะ ต่างจากการร่วมมือกัน ซึ่งก่อให้เกิดสภาพการณ์ชนะ – ชนะ อันเป็นสภาพการณ์ที่ ดีกว่าทั้งทางด้านจิตใจและสติปัญญา หลักการเรียนรู้แบบร่วมมือ 5 ประการประกอบด้วย 1.การ เรียนรู้ต้องอาศัยหลักการพึ่งพากัน (positive interdependence) โดยถือว่าทุกคนมีความสําคัญเท่าเทียม กันและจะต้องพึ่งพากัน เพื่อความสําเร็จร่วมกัน 2. การเรียนรู้ที่ดีต้องอาศัยการหันหน้าเข้าหากัน มี ปฏิสัมพันธ์กัน (face to face interaction) เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ข้อมูล และการเรียนรู้ต่างๆ 3. การเรียนรู้ร่วมกันต้องอาศัยทักษะทางสังคม (social skills) โดยเฉพาะทักษะในการทํางานร่วมกัน และ 4. การเรียนรู้ร่วมกันควรมีการวิเคราะห์กระบวนการกลุ่ม (group processing) ที่ใช้ในการทํางาน และ 5. การเรียนรู้ร่วมกันจะต้องมีผลงาน หรือผลสัมฤทธิ์ ทั้งรายบุคคลและรายกลุ่ม ที่สามารถ ตรวจสอบและวัดประเมินได้ (individual accountability) หากผู้เรียนมีโอกาสได้เรียนรู้แบบร่วมมือกัน นอกจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้านเนื้อหาสาระต่างๆ ได้กว้างขึ้นและลึกซึ้งขึ้นด้วย รวมทั้งมี โอกาสได้ฝึกฝนพัฒนาทักษะกระบวนการต่างๆ ที่จําเป็นต่อการดํารงชีวิตอีกมาก
        ข. วัตถุประสงค์ของรูปแบบ
รูปแบบนี้มุ่งช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้เนื้อหาสาระต่างๆ ด้วยตนเองและด้วย ความร่วมมือและช่วยเหลือจากเพื่อนๆ รวมทั้งได้พัฒนาทักษะทางสังคมต่างๆ เช่น ทักษะการสื่อสาร ทักษะการทํางานร่วมกับผู้อื่น ทักษะการสร้างความสัมพันธ์ รวมทั้งทักษะการแสวงหาความรู้ ทักษะ การคิดการแก้ปัญหาและอื่นๆ
ค. กระบวนการเรียนการสอนตามรูปแบบ
รูปแบบการเรียนการสอนที่ส่งเสริมการเรียนรู้แบบร่วมมือ มีหลายรูปแบบซึ่ง แต่ละรูปแบบจะมีวิธีการดําเนินการหลักๆ ซึ่งได้แก่ การจัดกลุ่มการศึกษาเนื้อหาสาระ การทดสอบ การคิดคะแนน และระบบการให้รางวัลแตกต่างกันออกไป เพื่อสนองวัตถุประสงค์เฉพาะ แต่ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใดต่างก็ใช้หลักการเดียวกัน คือหลักการเรียนรู้แบบร่วมมือ 5 หลัก วัตถุประสงค์มุ่งตรงไปในทิศทางเดียวกัน คือเพื่อช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ในเรื่องที่ศึกษาอย่างมาก ที่สุด โดยอาศัยการร่วมมือกัน ช่วยเหลือกัน และแลกเปลี่ยนความรู้กันระหว่างกลุ่มผู้เรียน ความแตกต่างของรูปแบบแต่ละรูปแบบจะอยู่ที่เทคนิคในการศึกษาเนื้อหาสาระ และวิธีการ และการให้รางวัลเป็นประการสําคัญ

เพื่อความกระชับในการนําเสนอ ผู้เขียนจึงจะนําเสนอกระบวนการเรียน สอนของรูปแบบทั้ง 8 รูปแบบต่อเนื่องกัน ดังนี้

   1. กระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบจิกซอร์ (JIGSAW)
1.1 จัดผู้เรียนเข้ากลุ่มคละความสามารถ (เก่ง - กลาง - อ่อน) กลุ่มละ และเรียกกลุ่มนี้ว่า กลุ่มบ้านของเรา (home group)
1.2 สมาชิกในกลุ่มบ้านของเรา ได้รับมอบหมายให้ศึกษาเนื้อหาคนละ 1 ส่วน (เปรียบเสมือนได้ชิ้นส่วนของภาพตัดต่อคนละ 1 ชิ้น) และหาคําตอบในประเด็นปัญหา ที่ผู้สอนมอบหมายให้
1.3 สมาชิกในกลุ่มบ้านของเรา แยกย้ายไปรวมกับสมาชิกกลุ่มอื่น ซึ่ง ได้รับเนื้อหาเดียวกัน ตั้งเป็นกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ (expert group) ขึ้นมา และร่วมกันทําความเข้าใจใน เนื้อหาสาระนั้นอย่างละเอียด และร่วมกันอภิปรายหาคําตอบประเด็นปัญหาที่ผู้สอนมอบหมายให้
1.4 สมาชิกกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ กลับไปสู่กลุ่มบ้านของเราแต่ละคนช่วยสอน เพื่อนในกลุ่มให้เข้าใจในสาระที่ตนได้ศึกษาร่วมกับกลุ่มผู้เชียวชาญ เช่นนี้ สมาชิกทุกคนก็จะได้ เรียนรู้ภาพรวมของสาระทั้งหมด
1.5 ผู้เรียนทุกคนทําแบบทดสอบ แต่ละคนจะได้คะแนนเป็นรายบุคคล และนําคะแนนของทุกคนในกลุ่มบ้านของเรามารวมกัน (หรือหาค่าเฉลี่ย) เป็นคะแนนกลุ่ม กลุ่มที่ได้ คะแนนสูงสุด ได้รับรางวัล

   2. กระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบ เอส.ที.เอ.ดี. (STAD)
              คําว่า “STAD" เป็นตัวย่อของ “Student Teams Achievement Dา กระบวนการดําเนินการมีดังนี้
              2.1 จัดผู้เรียนเข้ากลุ่มคละความสามารถ (เก่ง - กลาง - อ่อน) กลุ่มละ 4 คน และเรียกกลุ่มนี้ว่า กลุ่มบ้านของเรา (home group)
              2.2 สมาชิกในกลุ่มบ้านของเรา ได้รับเนื้อหาสาระ และศึกษาเนื้อหาสาร นั้นร่วมกัน เนื้อหาสาระนั้นอาจมีหลายขั้นตอน ซึ่งผู้เรียนอาจต้องทําแบบทดสอบในแต่ละตอน เก็บคะแนนของตนไว้

           2.3 ผู้เรียนทุกคนทําแบบทดสอบครั้งสุดท้าย ซึ่งเป็นการทดสอบรวบยอด และทําคะแนนของตนไปหาคะแนนพัฒนาการ (improvement score) ซึ่งหาได้ดังนี้
          คะแนนพื้นฐาน : ได้จากค่าเฉลี่ยของคะแนนทดสอบย่อยหลายๆ ครั้งที่
ผู้เรียนแต่ละคนทําได้
          คะแนนที่ได้ : ได้จากการนําคะแนนทดสอบครั้งสุดท้ายลบคะแนนพื้นฐาน               
          คะแนนพัฒนาการ : ถ้าคะแนนที่ได้คือ
           11 ขึ้นไป             คะแนนพัฒนาการ = 0
           1 ถึง -10             คะแนนพัฒนาการ = 10
          +1 ถึง 10            คะแนนพัฒนาการ = 20
          +11 ขึ้นไป            คะแนนพัฒนาการ = 30
          2.4 สมาชิกในกลุ่มบ้านของเรา นําคะแนนพัฒนาการของแต่ละคนในกลุ่ม มารวมกันเป็นคะแนนของกลุ่ม กลุ่มใดได้คะแนนพัฒนาการของกลุ่มสูงสุด กลุ่มนั้นได้รางวัล

   3. กระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบ ที. เอ. ไอ. (TAI)
คําว่า “TAI" มาจาก “Team - Assisted Individualization” ซึ่งมี
กระบวนการดังนี้
          3.1 จัดผู้เรียนเข้ากลุ่มคละความสามารถ (เก่ง – กลาง - อ่อน) กลุ่มละ 4 คน และเรียกกลุ่มนี้ว่า กลุ่มบ้านของเรา (home group)
          3.2 สมาชิกในกลุ่มบ้านของเรา ได้รับเนื้อหาสาระและศึกษาเนื้อหาสาระ นั้นร่วมกัน
          3.3 สมาชิกในกลุ่มบ้านของเรา จับคู่กันทําแบบฝึกหัด
            ก. ถ้าใครทําแบบฝึกหัดได้ 75% ขึ้นไปให้ไปรับการทดสอบรวบยอดครั้ง สุดท้าย
          ข. ถ้ายังทําแบบฝึกหัดได้ไม่ถึง 75% ให้ทําแบบฝึกหัดซ่อมจนกระทั่งทําได้ แล้วจึงไปรับการทดสอบรวบยอดครั้งสุดท้าย
         3.4 สมาชิกในกลุ่มบ้านของเราแต่ละคน นําคะแนนทดสอบรวบยอดมา รวมกันเป็นคะแนนกลุ่ม กลุ่มใดได้คะแนนกลุ่มสูงสุด กลุ่มนั้นได้รับรางวัล

   4. กระบวนการเรียนการสอนรูปแบบ ที.จี.ที. (TGT)
ตัวย่อ "TGr" มาจาก "Teaun (Games Tournament”
         4.1 จัดผู้เรียนเข้ากลุ่มคละความสามารถ (เก่ง – กลาง - อ่อน) กลุ่มละ 4 คน และเรียกกลุ่มนี้ว่า กลุ่มบ้านของเรา (hone group)
         4.2 สมาชิกในกลุ่มบ้านของเรา ได้รับเนื้อหาสาระ และศึกษาเนื้อหาสาระร่วมกัน
         4.3 สมาชิกในกลุ่มบ้านของเรา แยกย้ายกันเป็นตัวแทนกลุ่มไป กลุ่มอื่น โดยจัดกลุ่มแข่งขันตามความสามารถ คนเก่งในกลุ่มบ้านของเราแต่ละกลุ่มไป คนอ่อนไปรวมกับคนอ่อนของกลุ่มอื่น กลุ่มใหม่ที่รวมกันนี้เรียกว่ากลุ่มแข่งขันกําหนดให้ กลุ่มละ 4 คน
        4.4 สมาชิกในกลุ่มแข่งขัน เริ่มแข่งขันกันดังนี้
        ก. แข่งขันกันตอบคําถาม 10 คําถาม
        ข. สมาชิกคนแรกจับคําถามขึ้นมา 1 คําถาม และอ่านคําถามให้กลุ่มฟัง
        ค. ให้สมาชิกที่อยู่ซ้ายมือของผู้อ่านคําถามคนแรกตอบคําถาม ก่อน ต่อไป จึงให้คนถัดไปตอบจนครบ
        ง. ผู้อ่านคําถาม เปิดคําตอบ แล้วอ่านเฉลยคําตอบที่ถูกให้กลุ่มฟัง
        จ. ให้คะแนนคําตอบ ดังนี้
            ผู้ตอบถูกเป็นคนแรกได้ 2 คะแนน
            ผู้ตอบถูกคนต่อไปได้ 1 คะแนน
            ผู้ตอบผิดได้ 0 คะแนน
        ต่อไปสมาชิกกลุ่มที่สองจับคําถามที่ 2 และเริ่มเล่นตามขั้นตอน 1-0 ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งคําถามหมด
        ช. ทุกคนรวมคะแนนของตนเอง
            ผู้ได้คะแนนสูงอันดับ 1 ได้โบนัส 10 คะแนน
            ผู้ได้คะแนนสูงอันดับ 2 ได้โบนัส 8 คะแนน
            ผู้ได้คะแนนสูงอันดับ 3 ได้โบนัส 5 คะแนน
            ผู้ได้คะแนนสูงอันดับ 4 ได้โบนัส 4 คะแนน
         4.5 เมื่อแข่งขันเสร็จแล้ว สมาชิกกลุ่มกลับไปกลุ่มบ้านของเรา แล้วนำคะแนนที่แต่ละคนได้รวมเป็นคะแนนของกลุ่ม

   5. กระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบแอล.ที่ (LT)
        “LT” มาจากคําว่า Learning Together ซึ่งมีกระบวนการที่ง่าย ไม่ซับซ้อน ดังนี้
       5.1 จัดผู้เรียนเข้ากลุ่มคละความสามารถ (เก่ง - กลาง - อ่อน) กลุ่มละ 4 คน
       5.2 กลุ่มย่อยกลุ่มละ 4 คน ศึกษาเนื้อหาร่วมกัน โดยกําหนดให้แต่ละคนมี บทบาทหน้าที่ช่วยกลุ่มในการเรียนรู้ ตัวอย่างเช่น
            สมาชิกคนที่ 1 : อ่านคําสั่ง
            สมาชิกคนที่ 2 : หาคําตอบ
            สมาชิกคนที่ 3 : หาคําตอบ
            สมาชิกคนที่ 4 : ตรวจคําตอบ
       5.3 กลุ่มสรุปคําตอบร่วมกัน และส่งคําตอบนั้นเป็นผลงานกลุ่ม
       5.4 ผลงานกลุ่มได้คะแนนเท่าไร สมาชิกทุกคนในกลุ่มนั้นจะได้คะแนน นั้นเท่ากันทุกคน

   6. กระบวนการเรียนการสอนรูปแบบ จี.ไอ. (G.)
        “G.” คือ “Group Investigation” รูปแบบนี้เป็นรูปแบบที่ส่งเสริมให้ ผู้เรียนช่วยกันไปสืบค้นข้อมูลมาใช้ในการเรียนรู้ร่วมกัน โดยดําเนินการเป็นขั้นตอนดังนี้
         6.1 จัดผู้เรียนเข้ากลุ่มคละความสามารถ (เก่ง - กลาง - อ่อน) กลุ่มละ 4 คน
         6.2 กลุ่มย่อยศึกษาเนื้อหาสาระร่วมกัน โดย
         ก. แบ่งแบ่งเนื้อหาออกเป็นหัวข้อย่อยๆ แล้วแบ่งกันไปศึกษาหาข้อมูลหรือ
คําตอบ
        ข. ในการเลือกเนื้อหา ควรให้ผู้เรียนอ่อนเป็นผู้เลือกก่อน
        6.3 สมาชิกแต่ละคน ไปศึกษาหาข้อมูล คําตอบมาให้กลุ่ม กลุ่มอภิปราย ร่วมกัน และสรุปผลการศึกษา
        6.4 กลุ่มเสนอผลงานของกลุ่มต่อชั้นเรียน

   7. กระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบ ซี.ไอ.อาร์.ซี. (CIRC)
รูปแบบ CIRC หรือ “Cooperative Integrated Reading And Composition” เป็นรูปแบบการเรียนการสอนแบบร่วมมือที่ใช้ในการสอนอ่านและเขียน โดยเฉพาะ รูปแบบนี้ ประกอบด้วยกิจกรรมหลัก 3 กิจกรรม คือ กิจกรรมการอ่านแบบเรียน การสอนการอ่านเพื่อความ เข้าใจ และการบูรณาการภาษากับการเรียน โดยมีขั้นตอนในการดําเนินการดังนี้ (Slavin, 1995 : 104 - 110)
      7.1 ครูแบ่งกลุ่มนักเรียนตามระดับความสามารถในการอ่าน นักเรียนในแต่ละกลุ่มจับคู่ 2 คน หรือ 3 คน ทํากิจกรรมการอ่านแบบเรียน
ร่วมกัน
      7.2 ครูจัดทีมใหม่โดยให้แต่ละทีมมีนักเรียนต่างระดับความสามารถอย่าง น้อย 2 ระดับ ทีมทํากิจกรรมร่วมกัน เช่น เขียนรายงาน แต่งความ ทําแบบฝึกหัด ต่างๆ และมีการให้คะแนนผลงานของแต่ละทีม ทีมใดได้คะแนน 90%ขึ้นไป จะได้รับประกาศนียบัตรเป็น “ซุปเปอร์ทีมหากได้รับคะแนนตั้งแต่ 80 - 89% ก็จะได้รับราช
      7.3 ครูพบกลุ่มการอ่านประมาณวันละ 20 นาที แจ้งวัตถุประ อ่าน และนําคําศัพท์ใหม่ๆ ทบทวนศัพท์เก่า ต่อจากนั้นครูจะกําหนดและแนะนําเรื่องที่อ่านแล้วให้ ผู้เรียนทํากิจกรรมต่างๆ ตามที่ครูจัดเตรียมไว้ให้ เช่น อ่านเรื่องในใจแล้วจับคู่อ่าน ฟัง และช่วยกันแก้จุดบกพร่องหรือครูอาจจะให้นักเรียนช่วยกันตอบคําถาม วิเคราะห์ปัญหาหรือทํานายว่าเรื่องจะเป็นอย่างไรต่อไป เป็นต้น
       7.4 หลังจากกิจกรรมการอ่าน ครูนําการอภิปรายเรื่องที่อ่าน โย การฝึกทักษะต่างๆ ในการอ่าน เช่น การจับประเด็นปัญหาหรือทํานายว่าเรื่องจะเป็นอย่างไรต่อไป เป็นต้น
       7.5 นักเรียนรับการทดสอบการอ่านเพื่อความเข้าใจ นักเรียนจะได้รับ คะแนนเป็นทั้งรายบุคคลและทีม
       7.6 นักเรียนจะได้รับการสอนและฝึกทักษะการอ่านสัปดาห์ละ 1 วัน เช่น ทักษะการจับใจความสําคัญ ทักษะการอ้างอิง ทักษะการใช้เหตุผล เป็นต้น
        7.7 นักเรียนจะได้รับชุดการเรียนการสอนเขียน ซึ่งผู้เรียนสามารถเลือก หัวข้อการเขียนได้ตามความสนใจ นักเรียนจะช่วยกันวางแผนเขียนเรื่อง และช่วยกันตรวจสอบ ความถูกต้อง และในที่สุดตีพิมพ์ผลงานออกมา
        7.8 นักเรียนจะได้รับการบ้านให้เลือกอ่านหนังสือที่สนใจและเขียน รายงานเรื่องที่อ่านเป็นรายบุคคล โดยให้ผู้ปกครองช่วยตรวจสอบพฤติกรรมการอ่านของนักเรียนที่ บ้าน โดยมีแบบฟอร์มให้

   8. กระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบคอมเพล็กซ์ (Complex Instruction)
รูปแบบนี้พัฒนาขึ้นโดย เอลิซาเบธ โคเฮนและคณะ (Elizabeth Cohen) เป็นรูปแบบที่คล้ายคลึงกับรูปแบบ จี.ไอ. เพียงแต่จะเน้นการสืบเสาะหาความรู้เป็นกลุ่มมากกว่าการ ทําเป็นรายบุคคล นอกจากนั้นงานที่ให้ยังมีลักษณะของการประสานสัมพันธ์ระหว่างความรู้ ทักษะหลายประเภท และเน้นการให้ความสําคัญแก่ผู้เรียนเป็นรายบุคคล โดยจัดงานให้เหมาะสม ความสามารถและความถนัดของผู้เรียนแต่ละคน ดังนั้นครูจึงจําเป็นต้องค้นหาความสามารถเฉพาะ ทางของผู้เรียนที่อ่อน โคเฮน เชื่อว่า หากผู้เรียนได้รับรู้ว่าตนมีความถนัดในด้านใด จะช่วยให้ผู้เรา มีแรงจูงใจในการพัฒนาตนเองในด้านอื่นๆ ด้วย รูปแบบนี้จะไม่มีการใช้กลไกของการให้รางวัลเนื่องจากเป็นรูปแบบที่ได้ออกแบบให้งานที่แต่ละบุคคลทำสามารถสนองตอบความสนใจของผู้เรียนและสามารถจูงใจผู้เรียนแต่ละคนอยู่แล้ว
ง. ผลที่ผู้เรียนจะได้รับจากการเรียนตามรูปแบบ
ผู้เรียนจะเกิดการเรียนรู้เนื้อหาสาระด้วยตนเองและด้วยความร่วมมือและ ช่วยเหลือจากเพื่อนๆ รวมทั้งได้พัฒนาทักษะกระบวนการต่างๆ จํานวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทักษะ การทํางานร่วมกับผู้อื่น ทักษะการประสานสัมพันธ์ ทักษะการคิด ทักษะการแสวงหาความรู้ ทักษะการแก้ปัญหา เป็นต้น
รูปแบบการเรียนการสอนที่ได้คัดสรรมานําเสนอไว้ในบทนี้ล้วนเป็นรูปแบบ ที่น่าสนใจ มีความแปลกใหม่ และส่งผลต่อประสิทธิภาพในการสอนและการเรียนรู้ทั้งสิ้น หากผู้สอน ให้ความสนใจและพยายามศึกษาให้เข้าใจ และลองนําไปใช้อย่างเหมาะสมกับจุดมุ่งหมายของรูปแบบ นั้นๆ จะสามารถช่วยให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น มีโอกาสพัฒนาความสามารถในการ คิดมากขึ้นและเกิดการพัฒนาอย่างรอบด้าน

  สรุป


แผนภาพแสดงรูปแบบการเรียนการสอนที่เป็นสากล






 อ้างอิง
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. พิจิตรา ธงพานิช.  วิชาการออกแบบและการจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียน.  โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ นครปฐม. การออกแบบการเรียนการสอน.
นางสาวกฤตพร สุมังคะ นักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขาภาษาอังกฤษ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม

ความคิดเห็น